เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)

เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)
รัฐพร คำหอม

ช่วง นี้หันไปทางไหนจะหยิบจะจับอะไร คิดแล้วคิดอีก เพราะว่าราคาข้าวของปรับขึ้นไปหมด ของกิน ของใช้ เฮ้อ…มนุษย์เงินเดือนคงมีชะตาไม่ได้ต่างกันมากนัก ในยุคข้าว (หา) ยาก เพราะจะซื้อแต่ละที ก็ต้องจำกัดจำเขี่ยได้คนละไม่กี่ถุง ราคาข้าวถุง 5 กิโลกรัม

ที่เคยเห็นทำโปรโมชัน แข่งราคากัน 89 บาท 99 บาท หายไปไหนหมด (หว่า) โน่นแน่ะ ราคาพุ่งขึ้นไปถึงละ 200 บาท เดินหยิบพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีข้าวลดราคาซ่อนอยู่ตรงไหนเลย…

ส่วนหมาก (อ้อ ยุคนี้ไม่ค่อยมีใครรับประทานหมากแล้ว แต่สำนวนสุภาษิต ข้าวยากหมากแพง ปล่อยให้เป็นความงดงามของภาษาต่อไป อย่าไปหัวหมุนเลยดีกว่า กับผู้ชายจะหน้าตัวผู้ หรือหน้าตัวเมีย อ้าวๆๆ คนละเรื่อง) ส่วนหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ นม เรียกได้ว่าของกินแทบทุกอย่าง ดาหน้าปรับราคาขึ้นกันไปทั้งนั้น แต่เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน นี่ซิ จะขึ้นแต่ละครั้ง “ตึ๋งหนืด มั่กๆ” แถมยังอยู่ในภาวะเรียกร้องอะไรมากก็จะไม่งาม เพราะอาจถูกเลิกจ้างได้ แป่ว!

ก็ ดูพาดหัวข่าวใหญ่ของโพสต์ทูเดย์เอง เมื่อฉบับวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. “คนงานสะอื้น..! ขึ้นค่าแรง 8 สลึง” โอ้ว 8 สลึง ทำใจลำบากจริงๆ จะจัดสรรการใช้เงินอย่างไรดี ได้แต่ปลอบด้วยบทกลอนที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เพราะนี่ดีกว่าบทกลอน ก็…มีแปดสลึงบรรจบครบได้สองบาท เฮ้อ…(อีกที) เห็นใจกับผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำ

แต่จะว่าไปแล้วต่อให้ผู้ที่อาจมี รายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำ แต่สภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ณ ปี 2551 ที่ราคาน้ำมันก็พุ่ง ข้าว อาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงกันหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานซึ่งมีความรู้ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็ได้รับผลกระทบไม่ได้น้อยหน้า จากการที่ได้ไปพูดคุยกับหลายๆ คน เพื่อต้องการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันว่ายุคนี้ วันๆ ใช้เงินกันอยู่วันละเท่าไหร่


ที่พักใกล้ทำงานคือโชคดีของยุคนี้

ปฏิพัทธ์ ตันกลาง หนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่เพิ่งสัมผัสกับชีวิตทำงานหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละวันตกอยู่ที่ 100 บาท เมื่อออกมาทำงาน ค่ารถไปกลับที่พักกับที่ทำงานตายตัวอยู่ที่วันละ 30 บาท ปฏิพัทธ์หรือโป้บอกว่า เป็นเรื่องโชคดีจริงๆ ที่เลือกที่พักใกล้กับที่ทำงาน เดินทางขึ้นรถประจำทางปรับอากาศต่อเดียวถึง จากที่พักย่านลาดพร้าว 18 ไปทำงานที่ลาดพร้าว 101/3

“เพื่อนผมบางคน นอกจากรถเมล์ต่อเดียวไม่ถึงแล้ว ยังต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถบีทีเอสอีก ก็โดนกันไปหลาย ส่วนค่าอาหารของผมนั้น มื้อกลางวันเดี๋ยวนี้จะแกว่งๆ อยู่ช่วง 50-70 บาท ก็จะมีข้าว น้ำ ขนม เพราะน้ำแข็งเปล่าจากที่เคยฟรีก็คิดราคากันหมดแล้ว ข้าวราดแกงถึงเขาจะไม่ได้ลดปริมาณลง แต่ก็ได้ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงนั้นที่ผมเห็นก็จะเป็นในส่วนราชการ หรือการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าได้มีการปรับฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยรวมถึงผู้ที่ทำงานภาคเอกชนด้วย ก็น่าจะดี”

เมื่อถามว่า ถ้าให้ขออะไรก็ได้ อยากจะขออะไร หนุ่มน้อยคนนี้ไม่มีลังเล คำตอบที่ออกมาทันที คือ อยากเห็นประเทศไทยมีความสมานฉันท์ คนไทยมีความสุขและสันติ อยู่ดีกินดีและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองของชาติ ตลอดไป


ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม

มาถึงอีกหนึ่งสาว เจี๊ยบ-ประไพจิตร โภชน์พันธ์ ข้าราชการระดับ 5 ของกระทรวงใหญ่แห่งหนึ่ง เธอบอกกับเราว่า ใช้เงินแต่ละวันตอนนี้อยู่ที่ 80-100 บาท จากเดิมที่จะใช้ 150 บาท ทำให้สงสัยและได้ถามเธอออกไปว่า มีภาระอะไรเพิ่มขึ้น หรือถูกตัดเงินเดือนหรือเปล่า เธอรีบบอกว่า “ไม่ใช่” แต่เป็นการลดใช้เงินด้วยตัวของตัวเอง เพราะเห็นสภาพเศรษฐกิจแล้ว จึงพิจารณาการใช้เงินของตัวเอง (ดีกว่ารอพึ่งใคร เราคิดต่อให้เอง อิอิ) ให้มากขึ้น

“เดิมนั้นเจี๊ยบได้แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง ของตัวเองมาแล้ว ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำมันเริ่มขึ้นราคาแรกๆ เลยจากลิตรละ 25 บาท ด้วยการย้ายที่พักให้มาอยู่ใกล้กับกระทรวง เจี๊ยบเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อได้บรรจุในกรุงเทพฯ ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ ซึ่งก็ทำให้เป็นผลดีถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่ต้องเสียค่ารถ เพราะที่พักอยู่ใกล้ เดิมนั้นถ้ากลับบ้านดึกๆ ไม่ใช่แค่เสียค่ารถเมล์ ต้องใช้บริการแท็กซี่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นไป เห็นว่าไม่ไหวแล้ว ย้ายที่พักดีกว่า แล้วก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ เราได้เซฟร่างกาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง”

สำหรับเรื่องการรับประทานอาหารใน ปัจจุบัน ประไพจิตร บอกว่า ต้องคิดไม่ต่างกับเรื่องที่พัก เดิมนั้นรับประทานอาหารหลักแล้ว ก็ต้องมีกาแฟเย็นซึ่งราคาอยู่ที่แก้วละ 15 บาท ผลไม้ซื้อมื้อละ 2 ชนิด เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ เธอเลิกดื่มกาแฟเย็นไปแล้ว ถ้าคิดอยากดื่มกาแฟขึ้นมา ก็จะซื้อหาพวกกาแฟซอง ซองละ 5 บาท มาชงดื่มเอง ผลไม้ก็เหลือเพียง 1 ชนิด เพราะได้มาลองคิดดูแล้วว่า บางครั้งซื้อมาด้วยเพียงเพราะความอยาก แต่พอรับประทานจริงก็รับประทานไม่หมด

“จะ คิดเยอะขึ้นค่ะ เมื่อก่อนอยากรับประทานอะไรก็ซื้อๆ ซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมดก็มี แต่หลังจากเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นมาจนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เลยต้องคิดเรื่องการใช้จ่าย การกิน การอยู่ อย่างการสั่งข้าวรับประทานเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกับข้าวเอง ทุกมื้อก็จะพึ่งร้านอาหารค่ะ ก็จะบอกตัวเองวันไหนพออดได้ก็อด เช่น จะไม่สั่งไข่ดาว ข้าวกะเพราเฉยๆ ก็จะไม่พิเศษ เป็นคนธรรมดาก็ได้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งที่รู้เลยว่า พฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนไป คือ จะรับประทานข้าวหมดจาน เมื่อก่อนยังมีเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้หมดเรียบ อาจเพราะเขาให้น้อยด้วยก็ได้ (หัวเราะ)”

สิ่งที่ประไพจิตรอยากขอ ถ้าเผื่อให้ขอได้ก็คือ อยากให้สวัสดิการราชการดีขึ้น เพราะเมื่อมีนโยบายสั่งลงมาว่าอยากให้เป็นเหมือนเอกชน แต่คนไม่เพิ่ม เงินไม่เพิ่มจะให้ทำอย่างไร อยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อได้รับบรรจุมักไม่ใช่จังหวัดที่ตัวเองเกิด ก็ต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นมา

“จะมาให้กู้เหรอ ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเราก็ไม่อยากกู้ ถึงจะดอกเบี้ยน้อยก็เถอะ เพราะโอกาสหนี้ท่วมหัวมีอยู่สูง” ประไพจิตรบอกทิ้งท้าย


จ่ายแต่ละทีต้องมีความรอบคอบ

ตัว อย่างของปฏิพัทธ์และประไพจิตร คงตรงกับคนทำงานหลายๆ คน ที่ถือว่าอยู่ในวัยเริ่มต้นไต่เต้า อายุงาน และตำแหน่งไม่ได้สูงมากนัก การคิดให้มากขึ้นในเรื่องการใช้จ่ายจึงมีเป็นธรรมดา

แต่ว่าเดี๋ยว ก่อน…เฉพาะคนที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน ยศตำแหน่ง ไม่สูงเท่านั้นหรือที่เขาจะคิดกันมาก ลองไปฟังความคิดเห็นของอีกหนึ่งสาว ถึงการใช้จ่ายในปัจจุบัน

ดร.ปัญญลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ วัย 32 ปี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น มาบอกเล่าถึงการใช้จ่ายในปัจจุบันให้ฟังว่า ถ้าเป็นวันทำงานจะใช้เงินน้อยมาก ไม่เกิน 400 บาท เริ่มต้นจากขับรถจากบ้านมาที่ทำงาน ซึ่งโชคดีมากที่บ้านไม่ไกลจากที่ทำงาน อยู่ในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริษัทที่มีกาแฟจัดให้ดื่มอยู่แล้วก็ตัดไปได้เรื่องหนึ่ง พอมาถึงมื้อกลางวัน ส่วนใหญ่ออกไปรับประทานร้านอาหารในละแวกบริษัทนั่นเอง 1 มื้อก็ตกอยู่ราว 150 บาท ตอนบ่ายมีขนมดื่มคู่กับน้ำชาเสียหน่อย ก็จะเสียค่าขนมอีก 30-40 บาท ตกเย็นสบายหน่อยมีคุณแม่เป็นที่พึ่ง รับประทานข้าวบ้านสบายใจกว่ากันเยอะ แต่ถ้ามีนัดต้องไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนๆ วันนั้นค่าใช้จ่ายก็อาจจะเพิ่มมากอีก 300-400 บาท

“ที่จะเป็นค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของส่วนตัว วันทำงานก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรมาก แต่ถ้าวันหยุดก็อาจไปช็อปปิ้ง โดยเรื่องอาหารการกินนั้น อย่างไรก็ไม่ยอมอดแน่นอน แต่จะไปใช้วิธีคิดมากขึ้น ทั้งคิดมากและยั้งคิดค่ะ ว่าสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นๆ เรายังไม่จำเป็น ของแต่งตัวถึงแม้อยากได้แต่ยังไม่ซื้อดีกว่า เพราะสถานการณ์ค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ค่าน้ำมันขึ้นมา 20-30% ไม่มีใครบอกได้ด้วยว่าจะหยุดอยู่แค่นี้หรือเปล่า ก็เลยจะคิดเวลาจะซื้ออะไรแต่ละอย่าง บางทีของส่วนตัวที่ไม่ได้จำเป็น หรือของที่อยากได้แต่มันฟุ่มเฟือยตัดไปเลย แต่ยังมีของจำเป็นพวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เพราะก็เกี่ยวเนื่องกับการทำงานด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ตัด คือ เรื่องการทำบุญ ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง (บ้านเธออยู่ชานเมือง) ก็จะมาทำบุญบริจาคโลงศพ”

สิ่งที่ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นก็คงเหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ คือ อยากให้บ้านเมืองสงบ แล้วขอให้รัฐบาลตั้งใจจริงในการทำงาน เพราะมีผลอย่างมากกับการดำรงชีวิตของประชาชน บางคนอาจไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไร นักการเมืองอยากทะเลาะก็ทะเลาะกันไปซิ แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวที่เขาจะบริหารประเทศ หรือกำหนดเป็นนโยบายอย่างไร เพื่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

เห็นอย่างนี้แล้ว คงเป็นแนวทางสรุปการปรับตัวในยุคข้าวของแพงกันได้บ้างแล้ว วิธีการรับมือของแต่ละคนเป็นพื้นฐานที่ใครก็ใช้ได้ เพราะขณะนี้ไม่ว่าคนระดับไหนก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ดังนั้น มาสร้างพลังร่วมกันกับสิ่งที่ ปฏิพัทธ์ ประไพจิตร และ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นกันดีไหมคะ… ความสุขสงบของบ้านเมือง ความตั้งใจบริหารงานของรัฐบาล ความสมานฉันท์ ความอยู่ดีกินดี อยู่ที่ไหน? ประชาชนเขาจะเดินหน้าหากันแล้วนะ อย่ามัวแต่…มิได้นำพา

แบ่งปัน:
  • Print
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • LinkedIn
  • Live
  • MySpace
  • Twitter

bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark bookmark
tabs-top  banner ad


No Comments »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

Leave a comment