” คุณสามารถยืดหยุ่นกับการปรับพฤติกรรมใช้เงินของบุตรหลาน โดยไม่ทำให้พวกเขาเสียโอกาส ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบได้หรือไม่? “
เป็น คำถามที่ Fund Tips คิดว่าน่าจะดึงดูดใจให้ผู้ปกครองคนไทยอยากได้รายละเอียดไว้เป็นแนวทางมาลอง ปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ยีน ชาทสกี้ นักเขียนมือโปรจาก “มันนี่” นิตยสารการเงินชั้นนำของสหรัฐ ได้หยิบยกขึ้นมาให้ขบคิด พร้อมคำตอบที่น่าสนใจจนอยากติดตาม
ทุกวันนี้มีผู้ใหญ่บางกลุ่มในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำทุกอย่างและให้ทุกสิ่งแก่บุตรหลานจนมากเกินไป จนอาจกลายเป็นการทำลายโอกาสที่พวกเขา ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในการใช้เงิน ชาทสกี้ เชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนในทุกยุคทุกสมัย ต้องการให้บุตรหลานของตัวเองมีความสุข และช่วยให้พวกเขารู้จักตัวเองและรู้จักค่าของเงินมากขึ้น
จูเลียต บี.ชอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบอสตัน คอลเลจ เจ้าของงานเขียน “Born to Buy” เห็นด้วยกับชาทสกี้ว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ เน้นบริโภคสิ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์ อาจทำให้พวกเขาเสียสุขภาพจิตและสุขภาพกายได้ และจากการสำรวจจากเด็กกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ในระดับการศึกษาเกรด 5 และ 6 พบว่า เด็กเหล่านี้ไม่สามารถผละจากวิดีโอเกม ทีวี หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อทำการบ้านหรือออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีแนวโน้มมากที่เด็กเหล่านี้จะเจ็บปวดจากอาการหดหู่ ปวดหัว ปวดท้องและเป็นคนที่น่าเบื่อ ขณะที่ คอนนี่ ดอว์สัน นักบำบัดโรคในเมืองเคิร์กแลนด์ มลรัฐวอชิงตัน และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์หนังสือเรื่อง How Much is Enough โดยสำรวจผู้ใหญ่ 1,200 ราย พบว่า 71% ของกลุ่มตัวอย่าง ได้รับการดูแลตามใจจนมากเกินไปเหมือนเด็ก จนพวกเขารู้สึกว่าไม่เคยพึงพอใจเลย แม้พวกเขาอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
ชาทสกี้ จึงตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ใหญ่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เด็กในความดูแลของพวกเขา สามารถเติบโตขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ และการรับรู้ถึงคุณค่าของเงินที่ผู้ใหญ่หามาได้อย่างยากลำบาก และด้วยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก นักจิตวิทยาและการเงินจำนวนหลายสิบคน รวมทั้งผู้ปกครองพร้อมกับบุตรหลานชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ได้ช่วยชาทสกี้เสนอความคิดและพัฒนาหากฎ 7 ข้อ เพื่อปรับพฤติกรรมเด็กให้สามารถเติบโตและฉลาดใช้เงินได้ในอนาคต
เริ่มจากกฎข้อที่หนึ่ง “สอนพวกเขาตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ดีเสียก่อน” การตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องทำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากจะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เด็ก ๆ ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกซื้อแบบไหน ในเมื่อจะซื้อสิ่งของทั้งสองอย่าง ซึ่งมีการใช้งานเหมือนกันให้เปลืองเงินย่อมทำไม่ได้แน่ ๆ อลิซาเบธ เครรี่ นักการศึกษาและเจ้าของงานเขียน Pick Up Your Socks and Other Skills Growing Children Need กล่าวว่าผู้ใหญ่สามารถสอนเด็กเล็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งไปจนถึง 2 ปี ให้รู้จักว่าพวกเขาไม่สามารถได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เครรี่แนะให้เริ่มต้นจากตัวเลือกง่ายเพียง 2 ตัวก่อน เช่น ต้องการเสื้อสีน้ำเงินหรือแดง หรืออยากกินอาหารร้านนี้หรือร้านนั้น เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยกับตัวเลือกเพียง 2 ตัว ผู้ใหญ่ต้องขยายตัวเลือกเพิ่มขึ้นเป็น 3 และ 4 ตัว ซึ่งเครรี่เตือนว่าหากให้เด็กเลือกตัวเลือกอยู่แค่ 2 ตัว เด็กก็จะรู้จักเลือกของได้แค่ 2 อย่าง แต่ถ้าเพิ่มตัวเลือกพวกเขาจะสามารถคิดพิจารณาเลือกหาสิ่งของได้มากขึ้นเป็น 5-6 ตัวเลือก ชาทสกี้ชี้ว่าสิ่งสำคัญจากกฎข้อแรกนี้ อยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจจะต้องอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และต้องเรียนรู้ตลอดไปแม้การตัดสินใจบางครั้งอาจไม่ได้สิ่งที่ถูกต้องเหมาะ สมเสมอไปก็ตาม แต่ขอให้ถือว่าการตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ
“หยิบยกข้อจำกัดขึ้นมาอย่างมีเหตุมีผล” เป็นกฎข้อสองใช้ปรับพฤติกรรมเด็กๆ ซึ่ง แดน คายด์ลอน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง Too Much of a Good Thing : Raising Children of Character in an Indulgent Age โดยสำรวจจากผู้ใหญ่กว่า 1 พันคน และวัยรุ่นอีกประมาณ 700 คน พบว่า เด็กที่ถูกกำหนดไว้ด้วยข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การสาบานไปจนถึงการเล่นวิดีโอเกมเนื้อหา รุนแรง มีแนวโน้มจะพลาดพลั้งหรือถลำลึกไปหายาเสพติดหรือเกิดความรู้สึกหดหู่ ได้น้อยกว่ากลุ่มเด็ก ๆ ที่ไม่เคยพบกับข้อจำกัดเลย คายด์ลอนแนะนำว่า หากบุตรหลานไม่ยอมเก็บผ้าเช็ดตัวไปไว้ให้เป็นที่เป็นทาง จงบอกพวกเขาเลยว่า ต้องโดนหักเงินที่จ่ายให้ใช้ตามปกติ 1 ดอลลาร์ ในทุก ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองต้องคอยตามเก็บผ้าเช็ดตัวให้พวกเขา และต้องปฏิบัติให้ได้ตามกฎข้อตกลงที่กำหนดไว้พร้อมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใหญ่ต้องเลือกใช้วิธีที่จะควบคุมเด็กได้ เช่น การตัดเงินอาจใช้ได้กับเด็กบ้างคน แต่เด็กคนอื่นอาจต้องใช้วิธีห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามเล่นคอมพิวเตอร์ หรือห้ามขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยู่นอกบ้าน ผู้ใหญ่อาจควบคุมเด็กด้วยการห้ามพวกเขาออกไปเล่นตามบ้านเพื่อน ที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่หน้าจอทีวี แต่วิธีนี้คงใช้ได้เฉพาะเด็กที่ยังไม่โตมากนัก เพราะเมื่อเขาย่างเข้าสู่วัยรุ่น กบฏทางความคิดย่อมเริ่มมาเยือน นำไปสู่ความรู้สึกอยากต่อต้านได้ หมายความว่าผู้ปกครองต้องคิดหาวิธีแยบยลมากขึ้น เพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้คิดปฏิบัติอย่างมีเหตุผล
“กำหนดเงินประจำที่เด็กควรได้รับ” คือกฎข้อสาม แต่การจำกัดเงินประจำให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องยาก หากผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครองประเภทโอเคอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่เด็กร้องขอให้พาไปร้านขายของเล่นหรือขนมหวาน แต่จะจบลงด้วยการบ่นและเตือน ฉะนั้น การตอบสนองที่ดีที่สุดต้องกำหนดเงินประจำให้พวกเขา เมื่อเด็กมีอำนาจตัดสินใจในการใช้เงินของตัวเอง ผู้ใหญ่สามารถจะพูดได้แล้วว่าจะไม่จ่ายเงินเพื่อซื้อของเล่นใหม่ให้แล้ว แต่เด็กต้องตัดสินใจเลือกซื้อใช้เงินของตัวเอง ผู้ปกครองอาจจะเริ่มต้นให้เด็กวันละ 1 ดอลลาร์ในระดับอนุบาล จากนั้นค่อยเพิ่มให้ปีละ 1 ดอลลาร์ เมื่อเด็กเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับประถม อย่างไรก็ตาม ชาทสกี้เตือนว่า ในกฎข้อสามนี้ยังมีกฎบังคับไว้เป็นพื้นฐาน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมดำเนินไปด้วยดียิ่งขึ้น เริ่มจากข้อแรกการกำหนดเงินประจำให้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว เป็นเรื่องดีที่จะตอกย้ำเด็กให้ประหยัดออมเงิน และรู้จักให้เพื่อการกุศล สร้างความรู้สึกนี้ให้ต่อเนื่อง และเป็นปรัชญาของครอบครัว ข้อสองอย่านำเรื่องเงินประจำไปเกี่ยวพันกับงานบ้าน ไม่เช่นนั้นเด็ก ๆ อาจตัดสินใจไม่ทำงานบ้านโดยไม่สนใจเงิน โดยพื้นฐานแล้วขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กได้เงินด้วยความ ปรารถนาดี อยากให้เด็กๆ เรียนรู้และบริหารเงินได้ แต่บางครั้งเป็นข้อยกเว้น อย่างในกรณีของคาเรน มาร์เกส คุณแม่ลูก 3 ที่อยู่ในวัย 8 ขวบ 7 ขวบ และ 3 ขวบครึ่ง ใช้ผลงานจากการทำงานบ้านและดูแลเสื้อผ้าของเล่นของตัวเอง
มาวัดความพอใจในการให้หรือหักเงินประจำ ช่วยเด็กๆ ให้เรียนรู้ที่จะรอคอย” เป็นกฎข้อสี่ที่ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ที่จะสอนเด็กให้รู้ว่า การได้สิ่งต่างๆ จากการรอคอยจะรู้สึกดีกว่าการได้มาด้วยการรบเร้าร้องขอ เป็นเทคนิคที่รอนดา เพย์ตัน คุณแม่ ผู้ดูแลมาร์เกลลูกชายวัยรุ่นของเธอเคยใช้ ในเวลาที่มาร์เกลอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คราคาแพง ในขณะที่เขาเองได้เงินประจำเพียงครั้งละ 10 ดอลลาร์ เพย์ตัน นำวิธีการของบริษัทกับลูกจ้างมาใช้ ด้วยการให้มาร์เกลออมเงิน และทุกครั้งที่มาร์เกลออมเงินได้เท่าใดก็ตาม เพย์ตันกับสามีจะให้เงินสมทบในอัตราที่เท่ากันแก่มาร์เกล นอกจากการรวบรวมเงินประจำที่ออมไว้ได้ เงินที่ได้จากวันเกิด เงินที่ได้จากวันหยุด และเงินสดที่ได้เมื่อเขาช่วยงานพิเศษภายในบ้าน ในที่สุดมาร์เกลบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับคำชื่นชมที่รอนดา เพย์ตัน สรุปไว้ว่า การช่วยให้เด็กซื้อสิ่งที่พวกเขาอยากได้เป็นเจ้าของ ด้วยการมีส่วนร่วมและใช้ความพยายามของตัวเอง จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของนั้น ๆ สำหรับเด็กอายุสัก 8-9 ขวบ ผู้ใหญ่อาจผ่อนปรนให้การรอคอยของพวกเขาสั้นลง อย่างที่ อลิซาเบธ เครรี่ แนะนำไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรพูดกับเด็กในวัยนี้ว่า ต้องการจะออมเงินประจำไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการได้เล่นเกม 8 สัปดาห์ หรืออยากออมเงินได้ประจำทั้งหมดไว้ เพื่อแลกกับการได้เล่นเกมน้อยลงเหลือ 4 สัปดาห์
ตอนนี้มาถึงกฎข้อห้า “กระตุ้นให้ทำงาน” เป็นเหมือนบทเรียนที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับบุตรหลาน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นพูดเกี่ยวกับเงินที่พวกเขาหามาได้ อย่างกรณีของบาร์บาร่าและเกลนน์ มิลเลอร์ สามีภรรยาจากมลรัฐนิวยอร์ก กระตุ้นให้อาแมนดาบุตรสาววัย 17 ปี ให้เริ่มทำงานเสียแต่เนิ่น ๆ พวกเขาเต็มใจจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่าง ๆ ในบ้าน ตั้งแต่ล้างรถยนต์ไปจนถึงการเป็นพี่เลี้ยงเด็กแก่อาแมนดา แทนที่จะต้องจ่ายให้กับคนภายนอกที่ต้องว่าจ้างเช่นกัน แต่เมื่อใดที่อาแมนดาอยากได้ของราคาแพง ซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถหรือมีคุณค่าไม่เหมาะกับงานบ้านบางอย่างที่ให้ทำ ทั้งบาร์บาร่าและเกลนน์ก็จะแนะนำให้ลูกสาวมองหางานนอกบ้านอย่างการเป็น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารสนามไดร์ฟกอล์ฟ และเมื่ออาแมนดาได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ เด็กสาวผู้นี้มองหางานอื่นนอกเวลาทำอีกในร้านขายเสื้อแห่งหนึ่ง ด้วยการขายเสื้อผ้าที่อยู่ในความนิยมและเป็นอาชีพที่เธอรัก ซึ่งบาร์บาร่าตอนนี้กล่าวชื่นชมลูกสาวของเธอว่า ไม่เคยเรียกร้องขอเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอีกเลย จากข้อมูลการศึกษาจัดทำโดย โรเปอร์ เอเอสดับเบิลยู ในปี 2546 เด็กที่เริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อยู่ระดับมัธยมปลาย มีแนวโน้มมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และมีความสามารถความรู้ทางด้านการเงินได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ที่ไม่เคยทำงานพิเศษเลย
“สั่งสอนให้รู้จักคุณค่า(ของเงิน)” เป็นกฎข้อหกที่ชาทสกี้เชื่อว่า เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ที่จะทอนเงินได้เร็วเท่า ๆ กับความสามารถที่จะนับเงิน แต่สิ่งยากเย็นเข็ญใจกว่านั้น คือการสอนให้พวกเขาชื่นชมในคุณค่าของเงิน ซูซาน เบแคม คุณแม่รายหนึ่งจากเมืองชิคาโก ให้ความหมายว่าเด็กเข้าใจว่าเงินมีหน่วยนับว่าอะไรบ้าง เหมือนกับเงินไทยที่นับได้ตั้งแต่ 1,000 , 500 , 100, 20 ไปจนถึง 10 บาท และ 5 บาท แต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่า ต้องมีหรือสะสมไว้เท่าใดจึงจะซื้อรถยนต์สักคันได้ เครรี่มีเทคนิคช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้เกี่ยวกับมูลค่าหรือคุณค่าของเงินได้ ด้วยการตั้งคำถามเมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ ต้องการตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง โดยให้ถามเขาว่าตุ๊กตาตัวนั้นสำคัญกับเขามากน้อยเพียงใด และเทียบเป็นคะแนนความชอบว่าเท่าไหร่ตั้งแต่ 1 ไล่ไปจนถึง 5 เด็กทุกคนย่อมต้องตอบในครั้งแรกว่าให้คะแนน 5 จากนั้นปล่อยไว้ 1 สัปดาห์ คราวนี้ให้ลองถามใหม่ว่าชอบตุ๊กตามากน้อยเพียงใด เทคนิคข้างต้นเป็นความพยายามบอกเด็กทางอ้อม และไม่เป็นการปฏิเสธพวกเขาโดยตรงจนเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ความพยายามของผู้ใหญ่จะช่วยพัฒนาความสามารถให้พวกเขาใช้วิจารณญาณหรือคิด ใคร่ครวญถึงคุณค่าหรือมูลค่าของสิ่งที่เขาซื้อมาว่าคุ้มค่าหรือไม่
ตอนนี้มาถึงกฎข้อสุดท้าย “จงทำตัวเป็นต้นแบบสม่ำเสมอและอย่าปากว่าตาขยิบ” หมายถึงเมื่อผู้ใหญ่เริ่มต้นให้เงินประจำแก่เด็ก ๆ ต้องให้ตรงเวลา และให้เต็มจำนวนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรให้บุตรหลานพูดกับผู้ปกครองของพวกเขาว่า พ่อแม่บอกว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขากลับไม่เคยได้เห็นเงินจำนวนนี้เลย ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกรณีผู้ใหญ่วัย 20 ปีไม่คิดว่าพวกเขาต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิต อธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ คือหากผู้ใหญ่ยืนกรานให้เด็กออมเงินประจำที่ได้บางส่วนไว้ หรือให้แบ่งปันเงินบางส่วนของเงินประจำที่ได้รับให้กับการกุศล เด็ก ๆ เหล่านี้ควรจะได้เห็นผู้ใหญ่ออมเงินหรือแบ่งปันเงินออมบางส่วนไปให้กับการ กุศลด้วยเช่นกัน
คราวหน้าถ้าเด็ก ๆ ดื้อรั้น งอแงจะเอานั่นเอานี่ให้ได้ พอไม่ได้ก็จะตะโกนว่า เป็นพ่อแม่แบบไหนไม่ยอมซื้อของให้พวกเขา ขอให้บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายสูดหายใจลึกๆ พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่นไปได้เลยว่า เป็นพ่อแม่ประเภทที่เชื่อว่าพวกเขามีของที่ต้องการเวลานั้นมากพออยู่แล้ว แต่ถ้าเด็ก ๆ ต้องการได้เพิ่มอีก จงปล่อยให้พวกเขาเก็บเงินซื้อเอง โดยผู้ใหญ่จะรู้สึกดีใจและยินดีขับรถพาไปซื้ออย่างแน่นอน สรุปแล้วกฎข้อนี้อยากให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบัน พยายามทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างและมีความหนักแน่น ในการใช้เหตุและผลเพียงพอ ที่จะอธิบายเพื่อโน้มน้าวใจเด็กๆ ให้ซึมซับยอมรับฟังข้อมูล และพร้อมจะทำตามอย่างเต็มใจในที่สุด
RSS feed for comments on this post. TrackBack URL
นึกถึงเรื่องราวตอนวัยเด็กๆค่ะ อายุประมาณ8 ขวบได้ แม่ของเราจะสอนให้รู้จักหาลำไพ่เอง ไม่ว่าจะอดออม หรือปลูกสวนครัวเอาไปขายเอาเงินมาใช้จ่ายให้ตัวเอง แถมยังแบ่งให้แม่ได้อีกด้วยนะ บ้างทีแม่เราก้อเป็นเหมือนนายจ้าง จ้างเรากับน้องชายทำงานบ้านสารพัดเลย พวกเราก้อขยันมากๆเพราะรู้ว่าจะได้เงินจากแม่ พอตอนที่ไปขอค่าแรงกับแม่ แม่พุดมาประโยคนึงว่า ช่วยจ่ายค่านม ค่าเลี้ยงดู ค่าอาหาร ค่าขนม ค่าเล่าเรียนคืนแม่มาด้วยนะ พวกเรานิ่งคิดพักใหญ่เลยเข้าใจว่าพวกเรามียึดติดกับการทำอะไรแล้วต้องได้ผลตอบแทนทุกครั้ง จนแยกไม่ออกถึงพระคุณมารดา เล่าแค่นี้ดีกว่….