Currently Browsing: การลงทุน
สบน. เผย คลังออก”พันธบัตรไทยเข้มแข็ง”ต่างจากที่ผ่านมา

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการ จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 50,000 ล้านบาท ว่า ได้มีการลงนามร่วมกับผู้บริหารธนาคาร 7 แห่ง ที่ร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรแล้ว หากวงเงินจำหน่ายพันธบัตรในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก กระทรวงการคลังพร้อมออกพันธบัตรงวดที่สองเพิ่มเติมอีก ส่วนรายละเอียดนั้น ต้องขอประเมินสถานการณ์จำหน่ายในงวดแรกก่อน


ทั้งนี้นายกรณ์ยังกล่าวด้วยว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นอีกทางหนึ่งผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบประสูงขึ้นได้บ้าง ทั้งยังเห็นว่าการประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการฟื้นเศรษฐกิจจากการซื้อพันธบัตรในครั้งนี้


ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านอยู่ 5 ประการ คือ 1.มีวงเงินสูงถึง 50,000 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากเดิม 30,000 ล้านบาท 2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นแบบขั้นบันได 3. กำหนดเพดานการซื้อพันธบัตรชัดเจน 4. มีธนาคารเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 7 แห่ง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมจากรัฐบาล และ 5.เงินระดมทุนซื้อพันธบัตรนำไปใช้ลงทุนผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง


สำหรับ ธนาคารผู้แทนจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย กรุงไทย กสิกรไทย วงเงิน และทหารไทย โดยจะจัดสรรพันธบัตรตามขนาดของธนาคาร

คลังขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง
เปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวงเงิน 3 หมื่นล.ให้ดบ.พิเศษขั้นบันได

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เห็นชอบการให้กระทรวงการคลังออกขายพันธบัตรออมทรัพย์”ไทยเข้มแข็ง”วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท อายุ 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนการกู้เงินภาครัฐในปีงบประมาณ 52 โดยจะเปิดขายในเดือน ก.ค.นี้

สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงตลาดบวกดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจนักลงทุน และเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ซึ่งหลังจาก 3 ปีแรกไปแล้วจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยพันธบัตรดังกล่าวจะเปิดขายให้แก่ประชาชนทั่วไป กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท

“เชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้จะดึงดูดนักลงทุน เพราะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด และเป็นตราสารที่ไม่มีความเสี่ยง กำหนดอายุ 5 ปีถือว่าไม่สั้นและไม่ยาวเกินไป ล็อตนี้ออกมาทดสอบตลาดก่อนว่ามีความต้องการมากน้อยแค่ไหน”นายพงษ์ภาณุ กล่าว

อย่างไรก็ดี การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ 3-4 รายเข้ามาร่วมจัดจำหน่าย จากเดิมที่จะเลือกธนาคารพาณิชย์เพียงรายเดียว

คลังเตรียมเปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งเป็น 3 ช่วงกลางเดือนหน้า

ก.คลัง  25 มิ.ย. -   นายจักรกฤศฎิ์  พาราพันธกุล  รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)  กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ ซึ่งมี นายกรณ์ จาติกวณิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เป็นประธานวันนี้ (25 มิ.ย.) มีการหารือเกี่ยวกับแผนระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล

นายจักรกฤศฎิ์  กล่าวว่า  ในเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะแบ่งการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าววงเงิน 50,000 ล้านบาทเป็น  3  ช่วง  โดยช่วงแรกจำหน่ายวันที่  13-14  ก.ค. เน้นผู้สูงอายุ  วงเงินพันธบัตร 15,000  ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 1 ล้านบาท  ช่วง 2  วันที่  15-16 ก.ค. จำหน่ายผู้สูงอายุและผู้มีสิทธิ์อื่น ๆ เช่น องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิ วงเงินพันธบัตร 15,000 ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท  และช่วงที่  3  วันที่  17-21 ก.ค.  ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์  วงเงินพันธบัตร 20,000  ล้านบาท จำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป  วงเงินการซื้อ 10,000  บาทขึ้นไปไม่จำกัดการซื้อ สำหรับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรปรับขึ้น จากเดิมเฉลี่ยร้อยละ 3.8  เป็นร้อยละ 4  ทำให้ปีแรกและปีที่ 2  อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3  ปีที่  3  ร้อยละ 4  ปีที่ 4-5  ร้อยละ 5

ส่วนวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นประธานลงนามกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตร 7 แห่ง  คือ ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารนครหลวงไทย  ธนาคารทหารไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา  โดยรายละเอียดจะชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.

ที่มา: สำนักข่าวไทย

กฎแห่งการลงทุน ของนักลงทุนระยะสั้น

กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จ

ในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น

กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองวางไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นักลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด
นักลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %

กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลลาด
ถ้านักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว

กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน


กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว


กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3


กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้


กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร


กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง


กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้

กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

กฎข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น
เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง


กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น


กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป


กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย


กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ

ที่มา: http://www.siaminfobiz.com/mambo/content/view/1940/60/

บลจ.กสิกรไทย เตรียมส่งเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี

kbank บลจ. กสิกรไทย เชื่อกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลียังโดนใจผู้ลงทุน เตรียมส่งเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ และเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ ขายพร้อมกันในวันที่ 9-15 มิถุนายน นี้
นายนคร ตามไท ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและสื่อสารการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี อีก 2 กองทุน ในวันที่ 9-15 มิถุนายน 2552 ได้แก่ กองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ (KKG1YAO) และกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) เพื่อรองรับผู้ลงทุนที่ยังคงต้องการลงทุนโดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจูงใจกว่าเงินฝาก และเชื่อมั่นในการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี1 ปี เอโอ (KKG1YAO) มีระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปี มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ลงทุน ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนภายใต้รอบระยะเวลาลงทุนที่สั้นขึ้น ด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนประมาณ 10 เดือน มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท

“กองทุนพันธบัตรเกาหลีทั้ง 2 กองทุน ยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ จาก Moody’s / Standard and Poor’s / FITCH Rating โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้น ที่ P1 / A1 / F1 และ ระยะยาวที่ A2 / A / A+ ตามลำดับ ซึ่งการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสูงจากสถาบันชั้นนำของโลกเช่นนี้ ยังคงชี้ชัดถึงเสถียรภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้ลงทุนจึงเชื่อมั่นได้ในด้านคุณภาพและระดับความเสี่ยงของตราสารที่เลือกลงทุน นอกจากนี้ ทั้ง 2 กองทุนยังคงนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 100% นับว่าเพิ่มความอุ่นใจในการลงทุนได้อีกขั้นหนึ่ง” นายนครกล่าว
นายนครกล่าวต่อไปว่า โอกาสรับผลตอบแทนจากทั้ง 2 กองทุนยังคงอยู่ในระดับที่ดี และคาดว่าจะให้โอกาสรับผลตอบแทนที่จูงใจกว่าเมื่อเทียบกับเงินฝากประจำ และพันธบัตรรัฐบาลในประเทศที่มีอายุตราสารใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีแต่ละกองทุนมีระยะเวลาการเสนอขายที่ต่างกันอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่างกันไปบ้างเล็กน้อยตามสภาวะของตลาดในแต่ละช่วง
ผู้ที่สนใจลงทุน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และ บลจ.กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท

ในปี 2552 บลจ.กสิกรไทย จำกัด เสนอขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี ไปแล้วทั้งสิ้น 14 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเอ, เอบี, เอซี, เอดี, เออี, เอเอฟ, เอจี, เอเอช, เอไอ, เอเจ, เอเค, เอแอล, เอเอ็ม และเอเอ็น ยอดระดมทุนกว่า 40,000 ล้านบาท

ลงทุน LTF/RMF วันนี้ รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี และบัตรกำนัล

จัดสำรับการลงทุน

ในช่วงชีวิตของคนเรา นึกดูให้ดีๆ เราได้จัดสำรับสำหรับตัวเราเองมาโดยตลอด ที่เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดสำรับอาหารว่า อาหารแต่ละมื้อ เราจะทานอะไรที่จะเหมาะสมกับตัวเราเอง และไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม อีกทั้งจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ฉันใดฉันนั้น ในเรื่องการลงทุน เราก็ต้องจัดสำรับการลงทุน ให้ตัวเราเองเช่นกัน เพื่อให้เงินทองของเราทำหน้าที่ให้เรา อย่างเหมาะสมไม่เกิดเป็นผลร้ายกับตัวเรานั่นเอง

การจัดสำรับการลงทุน สำหรับคนแต่ละช่วงอายุ จำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไป คนที่อายุยังน้อย มีความสามารถ ในการรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าเปรียบเทียบกับสำรับอาหารก็เปรียบได้ว่า ทานอาหารได้ทุกรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่พออายุมากขึ้น ความสามารถ ในการรับอาหารทุกอย่างก็จะลดลง เหลือเป็นทานอาหารได้บางประเภท เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เหมือนตอนวัยเด็กแล้ว

ดังนั้น เมื่ออยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานหาเงินมา ได้ก็ต้องแบ่งไปออม เมื่อออมเป็นเงินก้อน ก็ต้องรู้จักจัดสรรแบ่งเงิน เพื่อจะนำไปลงทุนต่ออย่างสร้างสรรค์ นี่คือ การจัดสำรับการลงทุน นั่นเอง โดยวัยเริ่มต้นทำงานจะสามารถเสี่ยงได้สูง โดยนำเงินไปลงทุนในตราสารหุ้นทุน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงได้ถึง 90% และส่วนที่เป็นเงินฝากและตราสารหนี้แค่ 10%

แต่เมื่ออายุมากขึ้น สำรับการลงทุนก็จะแปร ไปตามวัยด้วย เพราะสัดส่วนที่จะนำไปลงทุน ในเครื่องมือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงวัยใกล้เกษียณสำรับการลงทุน ก็จะกลับข้างกับวัยเริ่มต้นทำงาน นั่นคือ ควรนำลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้ 90% และตราสารทุน 10% ตัวอย่างง่ายๆ ของการจัดสำรับการลงทุน เปรียบได้กับการจัดสำรับอาหารที่จะรับประทาน ให้สอดคล้องกับวัย และสุขภาพของแต่ละคน นั่นเอง ฉะนั้น หากเราจัดสำรับได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสำรับอาหาร หรือสำรับการลงทุนก็ตาม ล้วนส่งผลเสียต่อตัวเอง ทั้งนั้น

ลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิต

หลังจากได้เข้าฟังข้อมูลจากกองทุนต่างประเทศแห่ง หนึ่งที่พูดให้ฟังว่า ผู้ออมเงินในกองทุน เช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในต่างประเทศนั้น มีโอกาสได้เลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ ทำให้คิดว่า ถ้ากองทุนในประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ออมเงินเหล่านั้นได้มีโอกาสเลือกนโยบาย การลงทุนบ้างก็จะดี เพราะการลงทุนในรูปแบบเดียวนั้น อาจไม่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนชอบเสี่ยง และมองว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนดี สู้กับอัตราเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกันนั้น ถ้าผู้ออมเงินไว้ในกองทุนเพื่อเป้าหมายที่จะมีเงินไว้ใช้ในยามหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นการออมเงินในระยะยาวไม่น้อยกว่า 20 ปีนั้น ใส่ใจเงินของตนเองและศึกษาข้อมูลความรู้ของกองทุนที่บริหารเงินของเรามีให้ อยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีความเข้าใจและสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับตัวเองได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงตัวเลขสถิติของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นก็น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ออมได้เลือกนโยบายการลงทุนได้นั้น แต่ 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุนเมื่อได้ ตัดสินใจเลือกไปแล้วกลับไม่ได้มีการพิจารณาปรับนโยบายการลงทุนเมื่ออายุมาก ขึ้น เช่น เมื่อตอนอายุ 30 ปี เลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% ที่เหลือ 60% เป็นการลงทุนในเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ที่มีความมั่นคง แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี วันนี้อายุ 40 ปี ก็ยังคงใช้นโยบายการลงทุนแบบเดิมที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% อยู่เช่นเดิม แบบนี้อาจจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การนำเงินไปลงทุนควรจะมีความเสี่ยงลดลงนั่นเอง

แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเมื่อได้เห็นตัวเลขสูงถึง 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุน ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนของตนเองให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต ด้วยเหตุนี้มีแนวคิดเรื่องการลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิตขึ้น หรือ Lifecycle Fund เพื่อเป็นนโยบายการจัดการกับเงินให้เหมาะสมกับอายุนั่นเอง นั่นหมายถึงเมื่อเรามีเงินออมในกองทุนใดๆ ก็ตาม และนโยบายกองทุนนั้นเปิดให้เลือกนโยบายการลงทุนหรือ Investment Choice ได้ เมื่อเราพร้อมก็ควรตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือเรากำลังนำเงินไปลงทุนในระยะยาว ดังนั้นในช่วงเวลายาวๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สภาวะตลาดหรือสภาวะการลงทุนจะมีให้เราเห็น ทั้งขึ้นและลง เป็นช่วงๆ ไปในระยะสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ถ้าเราเข้าใจหลักการนี้ เราก็ไม่ควรจะตกใจไปกับสภาวะปกติในระยะสั้นๆ ที่มีทั้งขึ้นและลงเช่นนั้น แต่เราควรเข้าใจหลักการของตัวเองว่ามีเป้าหมายการออมและลงทุนเพื่อหวังจะมี เงินใช้ในอีก 15 -30 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าเลือกนโยบายการลงทุนใดไว้ ก็ไม่ควรจะตกใจเมื่อภาวะตลาดในบางช่วงของการลงทุนในระยะยาวๆ จะมีทั้งขึ้นในบางช่วงและลงในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วเมื่อรวมผลทั้งเมื่อตอนขึ้นและลงเราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่

อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนนโยบายการลงทุนที่เราได้ตัดสินใจเลือกไว้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายหรือสัดส่วนการลงทุนที่เราได้เลือกนั้น มีความเหมาะสมและทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการได้ในที่สุด ถ้าเราพิจารณาถึงวัฏจักรของชีวิตเราแล้วและเข้าใจว่า ตัวเราต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเปลี่ยนไป โดยต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้เหมาะสม แต่งตัว หรือการทานอาหาร เป็นต้น ดังนั้น ไม่ควรลืมว่ามีอีก 1 เรื่องที่เราต้องปรับปรุงด้วย นั่นคือ นโยบายการลงทุนของตัวเราเองเพื่อตัวเราเอง

สิ่งที่ต้องรู้ 10 ประการก่อนการลงทุน

คุยกันมามากครับเรื่องการลงทุน แต่ไม่เคยมาคุยกันเรื่องที่ว่าเราควรต้องรู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นที่ เราสนใจ ครั้งนี้ผมจึงขอคัดเอาเรื่องนี้มาคุยกันแบบสบายๆสักครั้งครับ

1. หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวเมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นจะมีผู้ถือหุ้นคนอื่นๆมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหุ้นหนึ่งหุ้นก็จะมีส่วนได้เสียในสินทรัพย์และผลกำไรของบริษัทนั้นๆ

2. หุ้นมีหลายแบบ การจะจำแนกหุ้นในตลาดออกนั้นโดยปกติจะจำแนกโดยขนาดของบริษัท(โดยวัดจากขนาด มูลค่าตลาดของหุ้นบริษัทนั้นๆ) อุตสาหกรรม รูปแบบการเติบโตของหุ้น เป็นต้นว่านักลงทุนมักจะพูดถึงหุ้นขนาดใหญ่กับหุ้นขนาดเล็ก หุ้นพลังงานกับหุ้นบันเทิง หุ้นโตเร็วกับหุ้นมูลค่า

3. หุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงไปตามพฤติกรรมต่างๆของผู้เล่นในตลาด เช่นความกลัว ข่าวลือ ข่าวจริงเป็นต้น แต่ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นไม่ว่าจะขึ้นจะลง หรือทรงตัวทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ

4. หุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา หุ้นที่มีขนาดใหญ่ๆมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 11% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตร ที่ดินและการออมอื่นๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจึงเป็นทางที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่ออนาคต

5. หุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้หมายถึงตลาดทั้งตลาด หุ้นที่ดีจะสามารถขึ้นได้แม้ว่าตลาดหุ้นจะลง ในขณะที่หุ้นแย่ก็ลงได้แม้ตลาดจะขึ้น

6. หุ้นที่มีผลดำเนินการดีมาโดยตลอดไม่ได้หมายความว่ามันจะมีผลดำเนินงานที่ดีในอนาคต ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคต ดังนั้นหากหุ้นที่เคยมีประวัติที่ดีก็สามารถล่วงได้หากผลดำเนินงานในอนาคตแย่ลง

7. คุณไม่สามารถบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงเพียงแค่ดูที่ราคาซื้อขายขณะนั้น เนื่องจากราคาหุ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ดังนั้นหุ้นราคา 100 บาท อาจจะมีราคาถูกหากผลดำเนินงานดีต่อเนื่องในอนาคต ในขณะเดียวกันหุ้นราคา 2 บาทอาจจะแพงหากผลการดำเนินงานมีแนวโน้มไม่สดใส

8. นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับองค์ประกอบอื่นๆเพื่อหามูลค่าหุ้น เพื่อที่จะรู้ว่าหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับยอดขาย กำไร กระแสเงินสด และเกณท์อื่นๆ การเปรียบเทียบความคาดหวังในผลดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใดๆก็ เป็นส่วนสำคัญ เช่นการดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่โตช้าจะถูกคาดหวังต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่โต อย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังในผลดำเนินงานนี้จะมีผลอย่างมากต่อราคาหุ้น

9. กลุ่มหลักทรัพย์ที่ดีมักจะมีหุ้นที่แข็งแกร่งของทุกๆกลุ่มอุตสาหกรรมรวมอยู่ >โดยทั่วไปแล้ว พอร์ตที่ดีมักจะประกอบไปด้วยหุ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะว่าหากมีบริษัทใดเกิดราคาลงก็ยังมีหุ้นอีกหลายตัวช่วยพยุงไว้ ทำให้ไม่เสียหายมาก หรือยังมีผลตอบแทนที่ดีอยู่

10. การลงทุนที่ฉลาดคือการที่ซื้อหุ้นดีๆและถือไว้ให้ยาวที่สุดมากกว่าการซื้อ ขายรายวัน ต้นทุนในการซื้อขายจะลดลงอย่างมากหากเราซื้อและถือ จะขายก็เมื่อจำเป็นเช่นเห็นโอกาสอื่นที่ดีกว่า ตัวที่จะวัดว่าโอกาสอื่นดีกว่าหรือไม่ก็คือผลตอบแทนจากหุ้นเดิมที่เราลง ทุนอยู่นั่นเอง

เพียงวันละ 15 บาทก็มีเงินแสนได้

รู้หรือไม่ว่า คุณสามารถมีเงินหนึ่งแสนบาทได้ด้วยการออมเพียงวันละ 15 บาท นำฝากธนาคารทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 (10% ต่อปี) จะทำให้คุณมีเงินหนึ่งแสนบาทในระยะเวลาเพีบง 13 ปี
ด้วยเงินเก็บ 15 บาทในแต่ละวัน ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากเลย สำหรับนักออมมือใหม่หรือนักออมมืออาชีพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วินัยในการออมของนักออม
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็ควรเร่งทำการออม เพื่อจะได้เป็นเศรษฐีในอนาคต

 Page 2 of 3 « 1  2  3 »