โลกในมุมมองของ Value Investor 6 พฤศจิกายน 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ความคึกคักของตลาดหุ้นในช่วงนี้ ซึ่งเห็นได้จากดัชนีราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง บวกกับปริมาณการซื้อขายที่สูงลิ่วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้คนเริ่มถามกันมากว่าตลาดหุ้นตอนนี้เป็น Bubble หรือ “ฟองสบู่” หรือยัง ผมคงไม่ฟันธงว่าตลาดหุ้นในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่ ข้อพิสูจน์นั้นจะมาในภายหลัง ถ้าเวลาผ่านไป 2-3 ปี ดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงกว่าปัจจุบันมาก เราก็บอกว่าตลาดในช่วงปี 2553 เป็น “ฟองสบู่” แต่ถ้าดัชนียังสูงกว่าปัจจุบัน นั่นก็หมายความว่าตลาดหุ้นในปี 2553 เป็นช่วงตลาดกระทิงที่มีเหตุผลมีพื้นฐานรองรับ การคาดการณ์ว่าตลาดในขณะนี้เป็นฟองสบู่หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ ประสบการณ์ในอดีต ทั้งของต่างประเทศและของไทยเองก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เซียนหรือนักวิชาการระดับโลกก็อาจจะทำนายผิดได้ ดังนั้น ผมไม่คาดการณ์ แต่จะอธิบายจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของการเกิดฟองสบู่แต่ละครั้งว่าฟองสบู่หุ้นนั้น มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ข้อแรกก็คือ … Continue reading →
โลกในมุมมองของ Value Investor 30 ตุลาคม 53 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในเรื่องของการลงทุนหรือเล่นหุ้นนั้น มีเทคนิคหรือวิธีการหลายอย่างที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ลงทุนแบบ Value หรือเน้นคุณค่า เล่นหุ้นแบบดูกราฟแนวรับแนวต้าน หรือเล่นหุ้นโดยวิธีการ “ปั่นหุ้น” เป็นต้น คำถามก็คือ เล่นหุ้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด? ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ผมคงต้องเติมข้อความในวงเล็บว่า ดีที่สุด (โดยเฉลี่ย) เพราะในแต่ละเทคนิคหรือวิธีการนั้น คนที่ทำได้ดีอาจจะเก่งมากจนทำได้ดีกว่าคนที่เก่งที่สุดในอีกวิธีหนึ่ง แต่โดยเฉลี่ย ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่เก่งทั้งหมดด้วยแล้ว วิธีนั้นอาจจะแพ้การลงทุนอีกวิธีหนึ่งที่คนเก่งมากกับคนที่เก่งน้อยได้ผลตอบแทนไม่ต่างกันมากก็ได้ ประเด็นต่อมาก็คือ ในการที่จะบอกว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีอื่นนั้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อที่จะพิสูจน์ ดังนั้น วิธีการลงทุนหรือเล่นหุ้นบางอย่างที่หาข้อมูลไม่ได้ เช่น การ “ปั่นหุ้น” นั้น เราคงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นวิธีที่ดีแค่ไหนในการทำกำไรแม้ว่าเราจะเชื่อว่าเป็นวิธีที่น่าจะได้ผลตอบแทนสูงสุด … Continue reading →
ไปเจอคอลัมน์นี้เข้า อาจจะตรงใจ หรือหลายๆ ท่านกำลังประสบปัญหานี้อยู่ เงินกว่าจะหามาได้แต่ละบาทก็ว่าช่างลำบากแล้ว แต่การเก็บเงินที่หามาได้ให้อยู่กับเรานานที่สุดนี่สิ ยากยิ่งกว่า ลองมาดูกันครับว่าเค้าแนะนำวิธีเก็บเงินให้อยู่มืออย่างไรครับ
- เลือก ฝากเงินแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป จนไม่เหลือเงินเก็บไว้ ใช้ในยามฉุกเฉิน
- ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ แล้วจ่ายค่าอะไรไปบ้างในแต่ละเดือน และควรจดรายการที่จำเป็นต้องซื้อก่อนไปซื้อของด้วย เพราะจะได้เป็นข้อจำกัด ไม่ให้ซื้อของที่ไม่จำเป็นไป และแถมยังได้ของครบตามที่ต้องการ
- ถ้าอยากได้ของที่คิดว่าไม่จำเป็น ควรแบ่งเงินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนมาเพื่อเก็บสะสมจนครบจำนวนแล้วค่อยซื้อของสิ่งนั้น เพราะถ้าทุ่มเงินไปทั้งก้อน อาจจะไม่มีเงินเหลือเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน
- ถ้าได้เงินพิเศษมา อย่าเพิ่งนำใส่กระเป๋าสตางค์ เพราะเงินอาจหมดไปโดยที่ไม่รู้ตัว ควรนำเงินนั้นไปเก็บเอาไว้ในส่วนของเงินเก็บ แล้วอย่าลืมจดลงในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย
| ขอบคุณที่มาจาก เดลินิวส์ |
ในยุคปัจจุบัน การออมเงินและการลงทุนในรูปแบบของเงินฝากคงจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอต่อ นักลงทุนอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างสูง จึงทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มมองหาทางเลือกในการลงทุนแบบใหม่ๆ เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการปรับตัวลดลงของอัตราดอกเบี้ย
ในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการลงทุนในรูปแบบใหม่ และเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมของนักลงทุนในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมนั้น เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการลงทุนทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โอกาสและข้อจำกัด เสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ดังนั้นจึงควรมาทำความรู้จักกับข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกัน ก่อนดีกว่า
ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพที่มีความเชียวชาญคอยดูแลและตัดสินใจลงทุนให้ การ ลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น จะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการลงทุน คอยดูแลบริหารจัดการลงทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่ได้ กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เพียบพร้อมกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง
2. สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของตนเองได้ กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักลงทุน โดยกองทุนรวมแต่ละกองจะมีนโยบายการลงทุนเฉพาะตัวในการนำเงินที่ระดมได้ไปลง ทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ นักลงทุนสามารถพิจารณาว่านโยบายการลงทุนของกองทุนรวมนั้นเหมาะสมกับจุดมุ่ง หมายของตนมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับทุนทรัพย์ที่ตนมีอยู่หรือไม่
3. สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยจะมีเงินทุนที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้กระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ได้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดค่อนข้างที่จะ รุนแรง แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยนำเงินมารวมกันเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีกำลังเงินมากขึ้น ทำให้กระจายการลงทุนได้มากขึ้น โดยอาจลงทุนในหลักในทรัพย์ได้มากขึ้น ผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์จึงไม่รุนแรงเท่ากับการลงทุนด้วย ตนเอง เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า
4. มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น ในฐานะบุคคลธรรมดา การเข้าถึงหลักทรัพย์บางประเภทอาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักทรัพย์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น หลักทรัพย์เปิดจองใหม่ หรือหลักทรัพย์เพิ่มทุนที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การเข้าถึงหลักทรัพย์อาจเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหลักทรัพย์นั้นต้องใช้ เงินลงทุนจำนวนมาก
หรือถ้าหลักทรัพย์นั้นถูกเสนอขายเฉพาะเจาะจงให้แก่นักลงทุนสถาบันเท่านั้น แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์เหล่า นั้นได้ เพราะกองทุนรวมถูกจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีบัญชีซื้อขายกับหลายบริษัทโบรกเกอร์ อีกทั้งยังมีเงินลงทุนขนาดใหญ่ และมีปริมาณการซื้อขายจำนวนมาก จึงทำให้ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว
5. มีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยจะได้รับเงินคืนตามราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น แต่อาจมีค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนบ้างสำหรับบางกองทุน
6. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รายได้ที่ได้จากการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษี จึงทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่าการลงทุนด้วย ตนเอง
7. มีกลไกป้องกันผู้ถือหน่วยลงทุน สำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล และกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับธุรกิจจัดการลงทุน อีกทั้งมีผู้ดูแลผลประโยชน์คอยควบคุมให้ผู้จัดการกองทุนปฏิบัติตามกฎ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนให้แก่นักลงทุน
ข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวม
1. เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ เป็นต้น โดยปกติค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 1.5 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะมากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน และความยากง่ายในการบริหาร ซึ่งนักลงทุนมีข้อผูกมัดต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แม้ว่าผลการบริหารกองทุนจะขาดทุนก็ตาม
2. ไม่คล่องตัวเท่ากับการลงทุนด้วยตนเอง การติดต่อซื้อขายหน่วยลงทุนกับบริษัทจัดการลงทุนโดยตรง หรือผ่านตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนของบริษัทจัดการลงทุน อาจมีความยุ่งยากและไม่รวดเร็วเท่ากับการติดต่อซื้อขายกับบริษัทโบรกเกอร์ เมื่อลงทุนด้วยตนเอง ทั้งนี้ขึ้นกับบริการของแต่ละบริษัทจัดการ นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารการลงทุนของกองทุนรวมที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับก็ ค่อยข้างล่าช้า
3. ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลงทุนได้ ทำได้แค่เพียงคอยตรวจตราดูแลการบริหารจัดการลงทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
4. การซื้อขายกองทุนรวจมีผลต่อราคาตลาด เนื่องจากปริมาณการซื้อขายของกองทุนรวมมาก จึงส่งผลต่อราคาตลาดของหลักทรัพย์ ดังนั้น การลงทุนของกองทุนรวมโดยส่วนใหญ่จึงมักจำกัดอยู่ที่หลักทรัพย์ที่มีมูลค่า การซื้อขาย และสภาพคล่องสูง
ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่นักลงทุนควรจะทราบก่อนการตัดสินใจลงทุน และเมื่อทราบถึงข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกันแล้ว นักลงทุนก็สามารถพิจารณาได้ว่า ตนเองเหมาะที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือไม่ และยอมรับข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมได้มากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาได้แล้ว ผลที่ออกมาคือความต้องการที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวม สิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้นก็คือการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่สอดคล้องกับความ ต้องการและวัตถุประสงค์ของตน
บทความวันนี้จะขอทำการวิเคราะห์รายละเอียด (Feature) ของพันธบัตรเข็มแข็ง ความน่าสนใจ/ไม่น่าสนใจ ในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์พันธบัตรรัฐบาลรุ่นอื่น ๆ ที่มีเสนอขายในตลาด หรือพันธบัตรไทยเข็มแข็ง ที่น่าจะมีออกมาให้คนไทยซื้อกันอย่างต่อเนื่อง
วิเคราะห์ผลตอบแทน
ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรไทยเข้มแข็งครั้งนี้เป็นแบบขั้นบันได กล่าวคือปีที่ 1,2 จ่ายดอกเบี้ย 3% ปีที่ 3 จ่ายดอกเบี้ย 4% และปีที่ 4,5 จ่ายดอกเบี้ย 5% เวลาทำการวิเคราะห์หาผลตอบแทน ถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็ควรใช้การคำนวณ IRR ครับ ง่าย ๆ เพียงใช้โปรแกรม Excel และกรอกข้อมูลตามรูปครับ เริ่มต้นจากการกรอกวันที่จ่ายเงิน และวันที่รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในอนาคต และใช้สูตร XIRR ของโปรแกรม Excel ซึ่งคำนวณออกมาแล้วได้ IRR หรืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3.99% หรือประมาณ 4% นั่นเอง
หลายท่านคงเกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่จับหารกันง่าย ๆ ไปเลย เอา 3 + 3 + 4 + 5 + 5 หารด้วย 5 ปี ก็ได้เฉลี่ยปีละ 4% คำตอบคือ เวลาคิดเร็ว ๆ ก็จับหารเลยครับ แต่ที่ลองทำคำนวณอย่างละเอียดให้ท่านดูเพราะ วิธีการคิด IRR นี้ยังมีประโยชน์ในอีกหลายแง่มุม เช่นเวลาเรามีโครงการใด ๆ ที่จะลงทุน การคำนวณ IRR ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อดูว่าผลตอบแทนของการลงทุนของเราเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และก็ต้องไม่ลืมนำมาเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรครับ ถ้าโครงการลงทุนที่ท่านอยากทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาล ก็อย่าไปทำเลยครับ เอาเงินไปซื้อพันธบัตรยังดีกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่าด้วย
สภาพคล่อง และช่องทางการซื้อขาย
มี ข้อกำหนดสำหรับการถือครองพันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ถืออย่างน้อย 6 เดือนครับจึงจะเปลี่ยนมือได้ อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับมองว่าสภาพคล่องของการลงทุนในพันธบัตรต่ำ ซึ่งเป็นความจริงครับ แต่ถ้ามาดูในเรื่องของช่องทางการซื้อขาย ในปัจจุบันสามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้นครับ ช่องทางแรกคือทำการซื้อขายผ่านธนาคารครับ โดยบางธนาคารจะมีบริการรับซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองครับ ช่องทางที่สองคือการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ได้ มีการจัดตั้ง BEX หรือ Bond Electronic Exchange ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายตราสารหนี้ได้ผ่านทางตัวแทน คล้าย ๆ กับการซื้อขายหุ้นครับ (สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bex.or.th)
ความน่าลงทุน
หลาย ๆ ท่านได้สอบถามผมว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งน่าลงทุนหรือไม่ คำถามนี้ผมขอตอบเป็น 2 ประเด็นครับ
1. เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 2.90% แต่พันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ผลตอบแทนถึง 3.99% ต่างกันถึง 1.09% เมื่อมองในประเด็นนี้จัดว่าได้ Premium ที่ดี ซึ่งถือว่าน่าลงทุนมากครับ
2. อย่างไรก็ตามหามองทิศทางดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากในปีข้างหน้าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นก็มี โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งผมมองว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งในอนาคตยังมีอีกหลายรุ่นครับถ้าดูจาก โปรแกรมการระดมเงินของภาครัฐในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมีโอกาสเยอะทีเดียวครับที่ดอกเบี้ยของพันธบัตรในปีหน้าจะสูงกว่าในเวลา นี้ ดังนั้นค่อย ๆ ทยอยซื้อก็เป็นไอเดียที่ดีครับ อย่าลงทุนจนเงินหมดในทันที ของดียังมีอีกเยอะ
…ติดตามบทความคอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน โดย คุณเจษฎา สุขทิศ ที่เคยตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการในอดีต พร้อมซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของท่านได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการ จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 50,000 ล้านบาท ว่า ได้มีการลงนามร่วมกับผู้บริหารธนาคาร 7 แห่ง ที่ร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรแล้ว หากวงเงินจำหน่ายพันธบัตรในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก กระทรวงการคลังพร้อมออกพันธบัตรงวดที่สองเพิ่มเติมอีก ส่วนรายละเอียดนั้น ต้องขอประเมินสถานการณ์จำหน่ายในงวดแรกก่อน
ทั้งนี้นายกรณ์ยังกล่าวด้วยว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นอีกทางหนึ่งผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบประสูงขึ้นได้บ้าง ทั้งยังเห็นว่าการประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการฟื้นเศรษฐกิจจากการซื้อพันธบัตรในครั้งนี้
ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านอยู่ 5 ประการ คือ 1.มีวงเงินสูงถึง 50,000 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากเดิม 30,000 ล้านบาท 2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นแบบขั้นบันได 3. กำหนดเพดานการซื้อพันธบัตรชัดเจน 4. มีธนาคารเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 7 แห่ง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมจากรัฐบาล และ 5.เงินระดมทุนซื้อพันธบัตรนำไปใช้ลงทุนผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง
สำหรับ ธนาคารผู้แทนจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย กรุงไทย กสิกรไทย วงเงิน และทหารไทย โดยจะจัดสรรพันธบัตรตามขนาดของธนาคาร
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เห็นชอบการให้กระทรวงการคลังออกขายพันธบัตรออมทรัพย์”ไทยเข้มแข็ง”วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท อายุ 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนการกู้เงินภาครัฐในปีงบประมาณ 52 โดยจะเปิดขายในเดือน ก.ค.นี้
สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงตลาดบวกดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจนักลงทุน และเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ซึ่งหลังจาก 3 ปีแรกไปแล้วจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยพันธบัตรดังกล่าวจะเปิดขายให้แก่ประชาชนทั่วไป กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท
“เชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้จะดึงดูดนักลงทุน เพราะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด และเป็นตราสารที่ไม่มีความเสี่ยง กำหนดอายุ 5 ปีถือว่าไม่สั้นและไม่ยาวเกินไป ล็อตนี้ออกมาทดสอบตลาดก่อนว่ามีความต้องการมากน้อยแค่ไหน”นายพงษ์ภาณุ กล่าว
อย่างไรก็ดี การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ 3-4 รายเข้ามาร่วมจัดจำหน่าย จากเดิมที่จะเลือกธนาคารพาณิชย์เพียงรายเดียว
ก.คลัง 25 มิ.ย. - นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ ซึ่งมี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานวันนี้ (25 มิ.ย.) มีการหารือเกี่ยวกับแผนระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
นายจักรกฤศฎิ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะแบ่งการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าววงเงิน 50,000 ล้านบาทเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรกจำหน่ายวันที่ 13-14 ก.ค. เน้นผู้สูงอายุ วงเงินพันธบัตร 15,000 ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 1 ล้านบาท ช่วง 2 วันที่ 15-16 ก.ค. จำหน่ายผู้สูงอายุและผู้มีสิทธิ์อื่น ๆ เช่น องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิ วงเงินพันธบัตร 15,000 ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท และช่วงที่ 3 วันที่ 17-21 ก.ค. ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์ วงเงินพันธบัตร 20,000 ล้านบาท จำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป วงเงินการซื้อ 10,000 บาทขึ้นไปไม่จำกัดการซื้อ สำหรับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรปรับขึ้น จากเดิมเฉลี่ยร้อยละ 3.8 เป็นร้อยละ 4 ทำให้ปีแรกและปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3 ปีที่ 3 ร้อยละ 4 ปีที่ 4-5 ร้อยละ 5
ส่วนวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นประธานลงนามกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตร 7 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารทหารไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยรายละเอียดจะชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.
ที่มา: สำนักข่าวไทย
กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จ
ในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น
กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองวางไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว
กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นักลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด
นักลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %
กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลลาด
ถ้านักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว
กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน
กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว
กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3
กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้
กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร
กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง
กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้
กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง
กฎข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น
เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง
กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น
กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป
กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย
กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป
กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ
ที่มา: http://www.siaminfobiz.com/mambo/content/view/1940/60/