คุณอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องคนขี่สามล้อที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่1 ซึ่งได้รับเงินรางวัลเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขากลับไม่มีเงินเหลือแม้สักบาทเดียว สุดท้ายจึงต้องกลับมาถีบสามล้อใหม่อีกครั้ง อาจจะเป็นเรื่องน่าขำที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ ของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนการเงินที่ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่มักเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
- คิดว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอสำหรับภาระค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว
- ไม่ต้องการคิดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตในทางไม่ดี เช่น การว่างงาน ทุพพลภาพ ความตาย
- ไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผน
- คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง
- ต้องการคงวิถีชีวิตของตนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่าสถานะการเงินของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว
- มักคิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณอายุเท่านั้น
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะลงทุน คุณควรจะจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการของการใช้เงินที่คุณวางแผนไว้เสียก่อน โดยคำนึงถึงช่วงอายุและรายได้ จะได้รับทั้งหมดเป็นสำคัญ

ช่วงอายุ (Life Cycle)
เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่คุณควรใช้พิจารณาในการวางแผนการเงิน ผู้ที่มีอายุน้อยและมีรายได้อยู่ในช่วงเริ่มสะสมทรัพย์ มักจะนิยมออมเงินเพื่อมาซื้อทรัพย์สินเช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน ทำให้เงินออมส่วนใหญ่มักจะจมไปกับการผ่อนหนี้ที่มัดตัวจนไม่สามารถนำไปลงทุนให้เงินงอกเงยได้เลย ดังนั้น คุณควรจะวางแผนว่ามีความ จำเป็นที่จะใช้สินทรัพย์ใดบ้าง ในช่วงอายุใดที่เหมาะสมจะซื้อ และต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้มา เมื่อทำงานได้จนสามารถสะสมทรัพย์สินตามที่ต้องการแล้ว คุณควรจะเริ่มลงทุนในสิ่งที่มั่นคงถาวรขึ้น เพื่อเป็นเงินออมสำหรับใช้เมื่อหลังเกษียณอายุ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเป็นอิสระทางการเงินเป็นสำคัญ
จากแผนภูมิ แสดงให้เห็นถึงช่วงอายุของผู้ลงทุน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่เริ่มทำงานและสะสมทุนทรัพย์
เป็นช่วงที่มีรายได้น้อยแต่สม่ำเสมอ โดยปกติแล้วรายได้มักจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น และทักษะความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากงานนั้นๆ
2. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย
เป็นช่วงที่มีระดับความสามารถในการหารายได้สูงที่สุด เนื่องจากคุณจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ส่วนหนี้สินที่มีนั้นลดลง จึงทำให้มีเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี คุณควรจะเก็บเงินบางส่วนสำรองไว้สำหรับใช้ในช่วงเกษียณอายุด้วย
3. ขั้นตอนของชีวิตช่วงเกษียณอายุการทำงาน
คุณมีโอกาสน้อยที่จะหารายได้เพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ทรัพย์สินที่สะสมและลงทุนไว้ เงินบำนาญ และเงินออมเพื่อเกษียณในการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นช่วงที่คุณจะมีอิสระทางการเงิน
4. ขั้นตอนของช่วงปลายชีวิต
มีทรัพย์สินมากเกินกว่าจะใช้หมด จึงมีเหลือเผื่อแผ่เจือจุนให้แก่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
2.รายได้ที่ได้รับ (Income)
เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้จากเงินประจำเดือน จากธุรกิจส่วนตัว เงินจากมรดก หรืออื่น ๆ คุณควรจัดสรรเงินก้อนแรกไว้สำหรับค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของตัวคุณและครอบครัว เช่น เงินค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน เป็นต้น หลังจากที่เตรียมการขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว คุณควรจะตระหนักถึงค่าใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรจัดเตรียมไว้ก่อนเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อคุณจะได้ไม่มีความกังวลใจและเครียดกับผลของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย
- เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เงินสำรองนี้ควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และสามารถเบิกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ เช่น การฝากในรูปบัญชีออมทรัพย์
- ภาระหนี้สิน ถือเป็นหน้าที่ของคุณตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบ เพราะหากคุณไม่จ่ายตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินในครอบครองหรืออาจฟ้องล้มละลายได้
- เงินสำหรับแผนการในอนาคต หากคุณมีแผนการที่ชัด-เจนเหล่านี้อยู่ในใจ ก็ควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อแผนการนั้น โดยคำนวณจากเงินที่มีในปัจจุบันและรายได้ในอนาคต
- เงินประกัน คุณอาจจะจัดทำประกันชีวิต หรือประกันอื่น ๆ ทั้งแก่ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวให้ ในกรณีที่คุณไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
คุณสามารถวางแผนการเงินกระแสเงินสดอย่างง่าย ๆ โดยใช้ตัวอย่างแบบฟอร์มข้างล่างช่วยวิเคราะห์สถานะทางการเงินของคุณในช่วงเวลา 5 ปี
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้ที่ได้รับทั้งหมด
| รายได้ | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินเดือนของคุณ | |||||||
| เงินเดือนคู่สมรส | |||||||
| โบนัส | |||||||
| เงินปันผล | |||||||
| ดอกเบี้ยรับ | |||||||
| รายได้อื่น ๆ | |||||||
| รายได้รวม (1) |
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรกสำหรับดำรงชีพ
| ค่าใช้จ่าย | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน | |||||||
| ค่าน้ำค่าไฟ | |||||||
| ค่าอาหาร | |||||||
| ค่าเสื้อผ้า | |||||||
| ค่าพาหนะ | |||||||
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนังฟังเพลง | |||||||
| ค่าใช้จ่ายรวม (2) |
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจดูเงินสำรองฉุกเฉินว่ามีเพียงพอหรือไม่
| เงินสำรอง | เก็บเพิ่ม | ปัจจุบัน | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินฝากออมทรัพย์ | |||||||
| เงินฝากหรือลงทุนในระยะสั้นอื่น ๆ | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 4 จ่ายภาระหนี้สินที่จำเป็น (ถ้ามี)
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| หนี้บัตรเครดิต | |||||||
| เงินกู้ระยะสั้น | |||||||
| เงินกู้ผ่อนระยะยาว | |||||||
| เงินกู้เพื่อการศึกษา | |||||||
| อื่น ๆ เช่น ภาษีค้างจ่าย | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 5 หักเงินสำหรับแผนการในอนาคต
| ค่าใช้จ่ายอนาคต | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าดาวน์บ้าน/รถ | |||||||
| ค่าซ่อมแซมครั้งใหญ่ | |||||||
| ทุนการศึกษาลูก ๆ | |||||||
| ค่าภาษีรายปี | |||||||
| อื่น ๆ เช่นแผนเกษียณ | |||||||
| รวม (5) |
ขั้นตอนที่ 6 หักเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต (ถ้ามี)
| เงินประกัน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าประกันชีวิต | |||||||
| ค่าประกันรถ | |||||||
| ค่าประกันอื่น ๆ | |||||||
| รวม (6) |
ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาเงินเก็บและเงินลงทุนที่คุณมี
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| รายได้รวม (1) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายประจำ (2) | |||||||
| หักเงินสำรองรวม (3) | |||||||
| หักหนี้สินรวม (4) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายอนาคต (5) | |||||||
| หักเงินประกันรวม (6) | |||||||
| เงินเก็บและเงินลงทุน |
เรามาลองดูตัวอย่างของการใช้ตารางนี้ช่วยวางแผนทางการเงินในชีวิตจริงของคุณน้ำผึ้งซึ่งทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะเก็บเงินไว้ซื้อทรัพย์สินที่จำเป็น เช่น บ้าน รถ ดูแลพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังหวังจะเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วยและหลังเกษียณอีกด้วย
|
รายได้
|
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| เงินเดือนของคุณ | 25,000 | 300,000 | 300,000 | 300,000 | 336,000 | 336,000 | 1,572,000 |
| โบนัส (2 เดือน) | 50,000 | 50,000 | 50,000 | 75,000 | 75,000 | 300,000 | |
| รายได้อื่นๆ | 10,000 | 12,000 | 15,000 | 18,000 | 25,000 | 80,000 | |
| รายได้รวม (1) | 360,000 | 362,000 | 365,000 | 413,000 | 436,000 | 1,952,000 | |
| ค่าใช้จ่าย |
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| ค่าเช่าบ้าน | 5,000 | 60,000 | 60,000 | 62,000 | 63,000 | 65,000 | 310,000 |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 12,500 | 13,000 | 61,500 |
| ค่าอาหาร | 7,000 | 84,000 | 84,000 | 86,000 | 87,000 | 90,000 | 431,000 |
| ค่าเสื้อผ้า |
-
|
12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าพาหนะ | 3,000 | 36,000 | 36,000 | 36,000 | 40,000 | 40,000 | 188,000 |
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าใช้จ่าย (2) | 216,000 | 216,000 | 220,000 | 232,500 | 238,000 | 1,125,000 | |
| เงินฝาก (3) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าบัตรเครดิต (4) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| เก็บสำหรับค่าดาวน์รถ (5) | 2,500 | 30,000 | 30,000 | 30,000 | 45,000 | 45,000 | 180,000 |
| อื่นๆ เช่น แผนเกษียณ (5) | 1,250 | 15,000 | 15,000 | 15,000 | 18,000 | 18,000 | 81,000 |
| รวม (2+3+4+5) | 285,000 | 285,000 | 289,000 | 325,500 | 331,000 | 1,515,500 | |
| เงินเก็บและเงินลงทุน (1)-รวม(2+3+4+5) |
75,000 | 77,000 | 76,000 | 87,500 | 105,000 | 420,500 |
หลังจากที่น้ำผึ้งได้จัดการวางแผนการเงินแล้ว เธอเริ่มหายกังวลว่าในอนาคต เธอจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินที่ต้องการ และเหลือไว้ใช้ยามเกษียณตามที่เธอวางแผนไว้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อดูจากตารางแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อเธอทำงานได้ 5 ปี เธอจะสามารถ
- ดาวน์รถจากเงินที่เก็บสะสมไว้เป็นจำนวน 180,000 บาท
- มีเงินฝากสำรองฉุกเฉินยามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น 66,000 บาท
- มีเงินเก็บและลงทุนสะสมเป็น 420,500 บาท ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้น และมีเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในอนาคตได้
- นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังไม่ต้องห่วงเงินทองที่จะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุอีกด้วย เนื่องจากเธอสำรองไว้ในแต่ละปีของทางการทำงานแล้ว เช่น ในระยะ 5 ปี จะมีทั้งหมด 81,000 บาท
ในตอนนี้ น้ำผึ้งพร้อมที่จะลงทุนอย่างสบายใจ เพราะถึงแม้ว่าผลการลงทุนอาจจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาดคิดไว้ เธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกลัวว่าจะต้องลำบากเพราะมีเงินใช้ไม่พอเลย หากแต่สิ่งที่เธอจะคิดต่อไปคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินสะสมที่มีอยู่เจริญงอกงาม และสามารถเป็นแรงหนุนช่วยให้เธอทำความฝันในชีวิตเป็นจริงได้
เมื่อคุณวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะทราบว่าคุณมีเงินเก็บและเงินลงทุนเท่าไหร่ และเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของคุณเป็นจริงตามที่ตั้งใจไว้
ที่มา: http://www.bla.co.th/th/Elearning/pf.asp?p=1#part1
การออม คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบาก
การลงทุน มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป สร้างผลตอบแทน ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน
ที่มา: http://www.aomsin.net/catalog.php?idp=32
เมื่อเรามีเงินเหลือใช้เป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ เราจะจัดการกับเงินเหลือใช้นั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปเรามักจะเก็บในรูปเงินสด หรือฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่งเราจะเรียกวิธีการนี้ว่า “การออม” หรือถ้าใช้วิธีการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง หรือที่ดินเก็บไว้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็จะเข้าลักษณะที่เรียกว่า “การลงทุน”
การออม คือ การเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน โดยได้รับดอกเบี้ยเป็น ผลตอบแทน
การลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น
การเปรียบเทียบระหว่างการออมและการลงทุน
| การออม | การลงทุน | |
| วัตถุประสงค์ | เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนในระยะสั้น เผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน | เป็นการสะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องในระยะยาว |
| วิธีการสะสม | เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน | ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงต่ำ(เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน) | มีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน |
| ผลตอบแทน | ดอกเบี้ย | ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน |
| ข้อได้เปรียบ | มีสภาพคล่องสูง | ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า |
| ข้อเสียเปรียบ | ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ | มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนได้ |
กลับมารื้อฟื้นหลักการพื้นฐาน และมุมมองอย่างง่ายๆกับกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำหน่อย
Q : สนใจลงทุน อยากได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ แต่ไม่อยากเสี่ยงมาก กองทุนรวมน่าสนใจป่าว?
A : กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย หากจะพิจารณาเลือกลงทุน จะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้, ความเสี่ยงของกองทุนที่ลงทุน, ผลตอบแทนคาดหวัง, ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน, สภาพคล่องที่ต้องการ และข้อจำกัดอื่นๆในการลงทุน
Q : ไม่อยากเสี่ยงมากขอแค่มากกว่าเงินฝากประจำก็พอใจแล้ว
A : กองทุนรวมตราสารตลาดเงิน หรือ Money Market Fund (MMF) ก็น่าจะเพียงพอ ถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในการขาดทุนต่ำที่สุดในบรรดากองทุนทุกประเภท ปัจจุบันกองทุน MMF ในตลาดให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.5%-2.8% ครับผม
Q : แล้วไงต่อ ถ้ากองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวๆล่ะ
A : กองทุนจะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดสภาพคล่องสูงขึ้น เนื่องจากการครบกำหนดอายุตราสารจะไม่ถี่เหมือนเก่า ดังนั้นวิธีที่ บลจ. ชอบใช้สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นมากกว่า MMF และไม่ต้องการสภาพคล่องก็คือ เปิดเสนอขายครั้งเดียว ห้ามไถ่ถอนคืนระหว่างทางที่กองทุนยังไม่ครบกำหนด โดยรับผลตอบแทนพร้อมเงินต้นตอนกองทุนครบกำหนดเท่านั้น ถ้าอายุกองทุนไม่ถึง 1 ปี เราเรียกว่า Short-term Fixed Income Fund ถ้ายาวกว่านั้นก็เปลี่ยนคำหน้าเป็น Long-term ซะ
ด้วยนโยบายการลงทุนแบบนี้ จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นกว่า MMF หากภาวะดอกเบี้ยยังทรงๆตัว หรือเป็นขาลง แต่หากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะสังเกตุว่าเนื่องจากเราล็อคผลตอบแทนไว้แล้ว เราอาจเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นจะพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมระยะสั้น หรือระยะยาว ให้ดู 2 อย่างครับ
1. สภาพคล่องที่เราต้องการกับเงินลงทุนก้อนนั้น
2. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่ามีทิศทางอย่างไร
Q : แล้วช่วงนี้แนวโน้มเป็นยังไงอ่ะ ไม่เคยสนใจเลย (จริงๆ ได้คำตอบ ก็อาจจะไม่สนใจเหมือนเดิมนั้นล่ะ แบร่ๆ)
A : คิดซะดังเชียว ถ้าลืมจริงๆเนี่ย ไม่ตอบดีกว่า ขี้เกียจพิมพ์ เอิ๊กๆ
เงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศไทยขยับตัวขึ้นมาที่ 1.3-1.7% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี 4 ธนาคารใหญ่ อยู่กันที่ 2.25%-2.75% ต่อปี แล้วแต่ธนาคาร และอาจมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทบกับทุกหน่วยการบริโภคและการผลิตของประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้นไม่ได้เพิ่มอะไรมากมาย ถ้าเหตุการณ์ยังกดำเนินไปในทิศทางนี้ คาดว่าแบงก์ชาติอาจต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 0.25% ในไตรมาส 2 นี้ ดังนั้นปีนี้ (2008) ถือว่าเราอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นครับ การล็อคผลตอบแทนยาวเกินไปไม่เป็นผลดีต้องกำไรในอนาคตของเรา ดังนั้นแนะนำลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุ 3 เดือน เพื่อรอดูทีท่าของแบงกืชาติครับ หากปรับขึ้นแรงๆซัก 0.50% ซักทีอาจมีเหเลยก็ได้นะเออ…
Q : ที่บอกมาทั้งหมดนี้ คือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ?
A : .ช่แล้ว หากอึดอัดกับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก การแบ่งเงินบางส่วนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของเงินเราในกองทุนรวมตราสารหนี้ นับว่าน่าสนใจ และให้ผลตอบแทนที่คุณไม่อาจไม่พิจารณาได้นา… เชื่อผมๆ
Q : ความเสี่ยงต่ำเนี่ย แสดงว่ายังมีความเสี่ยง … เสี่ยงอะไร ป้องกันยังไง?
A : กองทุนรวมไม่มีผุ้รับประกันเงินต้นอย่างกระทรวงการคลังที่รับประกันเงินฝากธนาคาร เนื่องจากไปลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท
ถ้ากองทุนไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ก็เสี่ยงต่ำหน่อย เพราะกระทรวงการคลังรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท
A : เฮ้ย !!…. แต่ !!
Q : หยุดนะบัดนี้!!! จะบอกว่าไปลงทุนในตราสารของบริษัทไหนบ้างก็ไม่รู้ใช่มั้ย? ทาง กลต. มีการคุ้มครองนักลงทุนโดยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ให้ Credit ตราสารหนี้นั้นๆ เพื่อชี้วัดถึงความสามารถในการชำระเงินครับ ปัจจุบัน Rating ในระดับที่ต่ำสุดของการลงทุนที่เรียกว่าระดับ Investment Grade คือ BBB หากต่ำกว่านี้ (BBB- ลงมา) จะถือว่ามี Credit ต่ำ ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ หรือเสี่ยงสูงกว่าชาวบ้าน
แต่ตามกฎการลงทุน “High Risk High Expected Return” ตราสารหนี้ที่มี Rating สูง ก็ให้ผลตอบแทนที่สุงกว่าด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นจำไว้อย่างหนึ่ง หากเห็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าเสี่ยงสูงเช่นกัน อย่าดูที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว
วิธีการป้องกันความเสี่ยงของเราก็คือ ศึกษาตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ดูอันดับ Credit Rating เองครับ และความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการกองทุนและ บลจ. น่าจะพอแล้วนะผมว่า ^^
Q : ตอนนี้มีกองทุนอะไรน่าสนใจบ้าง??
A : ถ้าเป็น MMF แนะนำ 3 ที่ละกัน T-CASH, K-Teasury, TMBMF ครับ
ถ้าเป็นกองทุนประเภท 3 เดือน ก็มีเรื่อยๆทั้งของ SCBAM, TMBAM, AYF หรือ ING ลองติดตามข่าวกองทุนจากเว็ปนี้ด้วยก็ได้ครับ
http://www.smartfundmag.com/index.php
————————
โชคดีในการลงทุนครับ
Credit : Mr.Messenger from http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/01/I6217037/I6217037.html