Currently Browsing: การออม
สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย

สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย

http://www.kasikornbank.com/imagelink/KOC/EDM-LTF-3-reward.jpg

Krungsri TAX Saving

คนไทยพร้อมใจรับดอกเบี้ยสูง 1.6% ต่อปี

คนไทยพร้อมใจรับดอกเบี้ยสูง 1.6 % ต่อปี พร้อมเข้าบัญชีทุกเดือน กับบัญชีเงินฝากประจำพิเศษกรุงศรี 10 เดือน (Receive high interest..direct to your account every month)

กองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี - ธ.กสิกร

พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร

พันธบัตรรัฐบาลคือตราสารที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนดหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแล้วแต่จะตกลงกัน รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนและ ผู้ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลตามกฎหมาย

การกู้เงินของรัฐบาล โดยออกเป็นพันธบัตรนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ก็เพื่อทำนุบำรุงประเทศ

ช่วยเหลือเงินคงคลัง พันธบัตรรัฐบาลมีการออกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศเริ่มออกจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมาใน พ.ศ. 2483 กระทรวงการคลังได้มอบให้สำนักงานธนาคารชาติไทยทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับพันธบัตร เมื่อได้จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2485 จึงรับโอนกิจการพันธบัตรดังกล่าวมาดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การออกจำหน่ายพันธบัตรแต่ละครั้งอาศัยพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินที่ตราขึ้นใช้เป็นคราวๆ ไป จนกระทั่งใน พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับที่ 2 พ.ศ. 2503 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ซึ่งมีหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลประจำปี จึงไม่จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลกระทำการกู้เงินในประเทศต่างหากอีกชั้นหนึ่ง ยกเว้น โครงการกู้เงินพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขแตกต่างไป เช่น พันธบัตรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ประเภทของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ออกจำหน่าย

นับตั้งแต่แรกออกพันธบัตรรัฐบาลจำหน่ายถึงปีงบประมาณพ.ศ. 2503 ได้มีการออกพันธบัตรหลายประเภทและเรียกชื่อพันธบัตรต่างๆ กัน

1. กรณีแบ่งตามลักษณะการถือไว้ครอบครอง มี 3 ชนิด

1.1 พันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ ใครเป็นผู้ถือพันธบัตรหรือบัตรดอกเบี้ยก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้นั้นพันธบัตร ชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยเป็นคูปองติดกับตัวพันธบัตรและโอนกรรมสิทธิ์กันได้ โดยการส่งมอบ

1.2 พันธบัตรชนิดจดบัญชีเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีพันธบัตรไว้ครอบครอง แต่จะฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งออกใบรับให้แก่ผู้ขอจดบัญชีมีการจ่ายดอกเบี้ยตามจดบัญชีแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร การโอนกรรมสิทธิต้องทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน

1.3 พันธบัตรชนิดจดทะเบียน เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในพันธบัตรโดยไม่มีบัตรดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิไว้ที่นายทะเบียน
การโอนกรรมสิทธิในพันธบัตรจะทำได้โดยการจดทะเบียน และมีการจ่ายดอกเบี้ยตามที่ผู้ซื้อหรือผู้มีชื่อในพันธบัตรแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร      อนึ่ง ในปัจจุบันรัฐบาลออกจำหน่ายพันธบัตรชนิดที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่

2. กรณีแบ่งพันธบัตรตามลักษณะรายได้ มี 2 ชนิด

2.1 พันธบัตรชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการรายได้ประจำจากดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งจ่ายเป็นงวดประจำทุก 6 เดือน จนครบอายุของพันธบัตร

2.2 พันธบัตรชนิดดอกเบี้ยทบต้น เหมาะแก่ผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายประจำงวดแต่ต้องการสะสม เงินให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอนจะมีราคาเพิ่มขึ้น จากราคาที่ซื้อไว้

พันธบัตรรัฐบาลต่างจากตราสารประเภทอื่นอย่างไร

พันธบัตรรัฐบาลต่างจากหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะพันธบัตรจะมีอายุชัดเจนกว่าหุ้น ซึ่งจะไม่มีวันครบกำหนดจนกว่าจะมีการเลิกกิจการ โดยพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะให้ผลตอบแทนในรูปของ “อัตราดอกเบี้ย” (Coupon Rate) ซึ่งกำหนดจ่ายเป็นรายงวด (อาจเป็นรายเดือน รายครึ่งปีหรือรายปีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นรายครึ่งปี)

นอกจากนี้ พันธบัตรยังระบุระยะเวลา หรืออายุ (Maturity) เอาไว้แน่นอน ตัวอย่างล่าสุด ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี ของรัฐบาลที่จำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี และงวดการจ่ายดอกเบี้ยรายครึ่งปี เป็นต้น

ทั้งนี้ หากนักลงทุนซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไว้จนครบอายุพันธบัตร นักลงทุนก็จะได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนหน้าตั๋วตลอดไปจนครบ 5 ปี เช่นซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลเป็นมูลค่าหน้าตั๋ว (Par) 10,000 บาท (หากซื้อมากกว่า นับเป็น 1,2,3,… เท่าของ 10,000 ก็ได้)นักลงทุนสามารถคิดผลตอบแทนที่จะได้รับคือมูลค่า 10,000 คูณด้วย .0675 เท่ากับ 675.0 บาท หารด้วยสองสำหรับการจ่ายครึ่งปีได้เท่ากับ 337.50 บาท (ยังไม่หักภาษี) ทุกครึ่งปีไปจนครบอายุพันธบัตร โดยในปีสุดท้ายผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน 10,000 บาท ตามมูลค่าหน้าตั๋วที่จ่ายไป อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นักลงทุนต้องการขายพันธบัตรตลาดรองนั้น การคิดราคาขายหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็จะซับซ้อนขึ้น

อัตราดอกเบี้ย ( coupon rate)

อัตราดอกเบี้ย คือ เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน ซึ่งอัตรานี้จะคงที่ตลอดอายุของพันธบัตรจนถึงงวดสุดท้ายส่วนใหญ่พันธบัตรจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้น ไม่ว่าราคาของพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้ถือพันธบัตร ก็จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุพันธบัตร เช่น พันธบัตรราคาฉบับละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.75% ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 67.50 บาทต่อปีจนครบอายุพันธบัตร

ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร

ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.)ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา


- อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน ( current yield) หมายถึง เงินดอกเบี้ยที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุนซื้อพันธบัตร ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาซื้อพันธบัตรนั้น และอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้

- อัตราผลตอบแทนจนถึงอายุไถ่ถอน ( yield to maturity) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับนับจากวันที่ซื้อพันธบัตรจนถึงวันที่พันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาตลาด มูลค่าไถ่ถอน อัตราดอกเบี้ยที่รับต่อปี และช่วงเวลาที่เหลือในการรับดอกเบี้ย

เหตุใดราคาของพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลง

ในระหว่างที่พันธบัตรยังไม่ครบกำหนด นอกจากพันธบัตรจะมี “มูลค่าในตัวเอง” ตามปริมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่ผู้ซื้อจะได้อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)ที่กำหนด เป็นระยะเวลาที่เท่ากับอายุที่เหลือของพันธบัตรแล้ว ราคาพันธบัตรยังแปรผกผันหรือเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอีกด้วย

ตัวอย่างของอิทธิพลดอกเบี้ยในตลาด เช่น หากนักลงทุน ต้องการขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ซึ่งเป็นพันธบัตรที่นักลงทุนถือครองมาเป็นเวลา

1 ปีแล้ว และสมมติในช่วงเวลาที่ต้องการจะขายนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นช่องทางหาผลตอบแทนประเภทหนึ่งลดลงเหลือร้อยละ 4 ดังนั้น ราคาขายพันธบัตร ที่นักลงทุนต้องการขายในขณะนั้นก็ควรจะสูงกว่าเดิมเนื่องจากพันธบัตรให้ดอกเบี้ยผู้ถือได้ถึงร้อยละ 6 สูงกว่าเงินฝากที่ให้อัตราร้อยละ 4 มาก ทำให้พันธบัตรเป็นที่ต้องการมากขึ้นราคาพันธบัตรจึงสูงขึ้นการที่มีผู้อยากได้พันธบัตรรุ่นนี้มากก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1,093.50 บาทซึ่งสูงกว่าราคาตรา 93.50 บาท แต่หากสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นจากวันซื้อในปีก่อนมาอยู่ในระดับร้อยละ 8 ราคาของพันธบัตรก็ควรจะลดลง เนื่องจากพันธบัตรให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด นักลงทุนจะมีความต้องการถือครองพันธบัตรรุ่นนี้น้อยลง ทำให้ราคาลดลงเป็น 925.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตรา 74.80 บาท ซึ่งเป็นการขาดทุน ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้นั้น มิใช่การลงทุนที่ปลอดความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากผลกำไรหรือขาดทุนในลักษณะดังกล่าว แต่หากผู้ลงทุนถือพันธบัตรไว้จนครบกำหนดก็จะได้รับการไถ่ถอนในราคาตรา ( par) การขาดทุนจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชีหรือค่าเสียโอกาส

สถานที่ซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล

รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนทำหน้าที่ออกพันธบัตรให้รัฐบาลตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นคราวๆซึ่ง
วิธีการจำหน่ายอาจใช้การประมูลหรือจำหน่ายโดยตรงแกผู้ลงทุน ดังนั้นประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรได้โดย

1. จากธนาคารแห่งประเทศไทย และสาขาหรือตัวแทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้ง อาทิ คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน

2. จากสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามราคาและผลตอบแทนของพันธบัตรรุ่นต่างๆได้โดยตรงที่สถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีพันธบัตรหลายรุ่นแตกต่างกันตามที่ประมูลได้จากรัฐบาลแต่ละคราว เพื่อความสะดวก สถาบันการเงิน ทั้ง 10 แห่งนี้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาแนะนำและเสนอราคาพันธบัตรแก่ผู้ลงทุนรายย่อย

- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน )
-
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน)
-
ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน)
-
ธนาคาร ซิตี้แบงค์
-
ธนาคาร เอบีเอ็น แอมโร เอ็น. วี.
-
ธนาคาร สแตนดาร์ดชาเตอร์ด
-
ธนาคาร ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด
-
บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร จำกัด

ภาระภาษีของผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

บุคคลธรรมดาผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวด โดยส่วนเงินฝากและพันธบัตรของ ธปท. มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราภาษีตามประเภทผู้ถือพันธบัตรมีรายละเอียดดังนี้

-
บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย         หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
-
บุคคลธรรมดาที่มิได้อยู่ในไทย     หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

หุ้นกู้ BTS อายุ 3-7 ปีที่ 4.75-6.75% ​เปิดขาย 17-20 ส.ค.นี้

bts

บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุง​เทพ (BTS) กำหนดอัตราดอก​เบี้ยหุ้นกู้ 5 ชุด ​ได้​แก่

หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอก​เบี้ยคงที่ 4.75%ต่อปี

หุ้นกู้อายุ 4 ปี อัตราดอก​เบี้ยคงที่ 5.25%ต่อปี

หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตราดอก​เบี้ยคงที่ 5.75%ต่อปี

หุ้นกู้อายุ 6 ปี อัตราดอก​เบี้บคงที่ 6.25%ต่อปี

หุ้นกู้อายุ 7 ปี อัตราดอก​เบี้ยคงที่ 6.75%ต่อปี

โดยหุ้นกู้​ทั้ง 5 ชุด รวมมูลค่า​ทั้งหมด 1.2 หมื่นล้านบาท

ซึ่งจะ​เสนอขาย​ให้กับนักลงทุนสถาบัน​และนักลงทุน​ในประ​เทศ ​ในวันที่ 17-20 ส.ค.นี้ ผ่านธนาคารกรุงเทะและธนาคารส​แตยดาร์ดชาร์ด​เตอร์ด (​ไทย)  โดยอันดับ​ความน่า​เชื่อถือของหุ้นกู้ที่ระดับ A- ​โดยบริษัท ทริส​เรทติ้ง จำกัด

เหรียญสองด้านกองทุนรวม

mutual-fundในยุคปัจจุบัน การออมเงินและการลงทุนในรูปแบบของเงินฝากคงจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอต่อ นักลงทุนอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างสูง จึงทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มมองหาทางเลือกในการลงทุนแบบใหม่ๆ เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการปรับตัวลดลงของอัตราดอกเบี้ย

ในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการลงทุนในรูปแบบใหม่ และเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมของนักลงทุนในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมนั้น เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการลงทุนทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โอกาสและข้อจำกัด เสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ดังนั้นจึงควรมาทำความรู้จักกับข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกัน ก่อนดีกว่า

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพที่มีความเชียวชาญคอยดูแลและตัดสินใจลงทุนให้ การ ลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น จะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการลงทุน คอยดูแลบริหารจัดการลงทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่ได้ กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เพียบพร้อมกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง

2. สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของตนเองได้ กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักลงทุน โดยกองทุนรวมแต่ละกองจะมีนโยบายการลงทุนเฉพาะตัวในการนำเงินที่ระดมได้ไปลง ทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ นักลงทุนสามารถพิจารณาว่านโยบายการลงทุนของกองทุนรวมนั้นเหมาะสมกับจุดมุ่ง หมายของตนมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับทุนทรัพย์ที่ตนมีอยู่หรือไม่
3. สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยจะมีเงินทุนที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้กระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ได้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดค่อนข้างที่จะ รุนแรง แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยนำเงินมารวมกันเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีกำลังเงินมากขึ้น ทำให้กระจายการลงทุนได้มากขึ้น โดยอาจลงทุนในหลักในทรัพย์ได้มากขึ้น ผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์จึงไม่รุนแรงเท่ากับการลงทุนด้วย ตนเอง เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า
4. มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น ในฐานะบุคคลธรรมดา การเข้าถึงหลักทรัพย์บางประเภทอาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักทรัพย์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น หลักทรัพย์เปิดจองใหม่ หรือหลักทรัพย์เพิ่มทุนที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การเข้าถึงหลักทรัพย์อาจเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหลักทรัพย์นั้นต้องใช้ เงินลงทุนจำนวนมาก
หรือถ้าหลักทรัพย์นั้นถูกเสนอขายเฉพาะเจาะจงให้แก่นักลงทุนสถาบันเท่านั้น แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์เหล่า นั้นได้ เพราะกองทุนรวมถูกจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีบัญชีซื้อขายกับหลายบริษัทโบรกเกอร์ อีกทั้งยังมีเงินลงทุนขนาดใหญ่ และมีปริมาณการซื้อขายจำนวนมาก จึงทำให้ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว
5. มีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยจะได้รับเงินคืนตามราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น แต่อาจมีค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนบ้างสำหรับบางกองทุน
6. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รายได้ที่ได้จากการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษี จึงทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่าการลงทุนด้วย ตนเอง
7. มีกลไกป้องกันผู้ถือหน่วยลงทุน สำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล และกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับธุรกิจจัดการลงทุน อีกทั้งมีผู้ดูแลผลประโยชน์คอยควบคุมให้ผู้จัดการกองทุนปฏิบัติตามกฎ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนให้แก่นักลงทุน

ข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวม
1. เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ เป็นต้น โดยปกติค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 1.5 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะมากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน และความยากง่ายในการบริหาร ซึ่งนักลงทุนมีข้อผูกมัดต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แม้ว่าผลการบริหารกองทุนจะขาดทุนก็ตาม

2. ไม่คล่องตัวเท่ากับการลงทุนด้วยตนเอง การติดต่อซื้อขายหน่วยลงทุนกับบริษัทจัดการลงทุนโดยตรง หรือผ่านตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนของบริษัทจัดการลงทุน อาจมีความยุ่งยากและไม่รวดเร็วเท่ากับการติดต่อซื้อขายกับบริษัทโบรกเกอร์ เมื่อลงทุนด้วยตนเอง ทั้งนี้ขึ้นกับบริการของแต่ละบริษัทจัดการ นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารการลงทุนของกองทุนรวมที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับก็ ค่อยข้างล่าช้า
3. ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลงทุนได้ ทำได้แค่เพียงคอยตรวจตราดูแลการบริหารจัดการลงทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
4. การซื้อขายกองทุนรวจมีผลต่อราคาตลาด เนื่องจากปริมาณการซื้อขายของกองทุนรวมมาก จึงส่งผลต่อราคาตลาดของหลักทรัพย์ ดังนั้น การลงทุนของกองทุนรวมโดยส่วนใหญ่จึงมักจำกัดอยู่ที่หลักทรัพย์ที่มีมูลค่า การซื้อขาย และสภาพคล่องสูง
ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่นักลงทุนควรจะทราบก่อนการตัดสินใจลงทุน และเมื่อทราบถึงข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกันแล้ว นักลงทุนก็สามารถพิจารณาได้ว่า ตนเองเหมาะที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือไม่ และยอมรับข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมได้มากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาได้แล้ว ผลที่ออกมาคือความต้องการที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวม สิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้นก็คือการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่สอดคล้องกับความ ต้องการและวัตถุประสงค์ของตน

พันธบัตรไทยเข้มแข็ง น่าลงทุนหรือไม่

บทความวันนี้จะขอทำการวิเคราะห์รายละเอียด (Feature) ของพันธบัตรเข็มแข็ง ความน่าสนใจ/ไม่น่าสนใจ ในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์พันธบัตรรัฐบาลรุ่นอื่น ๆ ที่มีเสนอขายในตลาด หรือพันธบัตรไทยเข็มแข็ง ที่น่าจะมีออกมาให้คนไทยซื้อกันอย่างต่อเนื่อง
วิเคราะห์ผลตอบแทน
ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรไทยเข้มแข็งครั้งนี้เป็นแบบขั้นบันได กล่าวคือปีที่ 1,2 จ่ายดอกเบี้ย 3% ปีที่ 3 จ่ายดอกเบี้ย 4% และปีที่ 4,5 จ่ายดอกเบี้ย 5% เวลาทำการวิเคราะห์หาผลตอบแทน ถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็ควรใช้การคำนวณ IRR ครับ ง่าย ๆ เพียงใช้โปรแกรม Excel และกรอกข้อมูลตามรูปครับ เริ่มต้นจากการกรอกวันที่จ่ายเงิน และวันที่รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในอนาคต และใช้สูตร XIRR ของโปรแกรม Excel ซึ่งคำนวณออกมาแล้วได้ IRR หรืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3.99% หรือประมาณ 4% นั่นเอง
หลายท่านคงเกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่จับหารกันง่าย ๆ ไปเลย เอา 3 + 3 + 4 + 5 + 5 หารด้วย 5 ปี ก็ได้เฉลี่ยปีละ 4% คำตอบคือ เวลาคิดเร็ว ๆ ก็จับหารเลยครับ แต่ที่ลองทำคำนวณอย่างละเอียดให้ท่านดูเพราะ วิธีการคิด IRR นี้ยังมีประโยชน์ในอีกหลายแง่มุม เช่นเวลาเรามีโครงการใด ๆ ที่จะลงทุน การคำนวณ IRR ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อดูว่าผลตอบแทนของการลงทุนของเราเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และก็ต้องไม่ลืมนำมาเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรครับ ถ้าโครงการลงทุนที่ท่านอยากทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาล ก็อย่าไปทำเลยครับ เอาเงินไปซื้อพันธบัตรยังดีกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่าด้วย

สภาพคล่อง และช่องทางการซื้อขาย
มี ข้อกำหนดสำหรับการถือครองพันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ถืออย่างน้อย 6 เดือนครับจึงจะเปลี่ยนมือได้ อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับมองว่าสภาพคล่องของการลงทุนในพันธบัตรต่ำ ซึ่งเป็นความจริงครับ แต่ถ้ามาดูในเรื่องของช่องทางการซื้อขาย ในปัจจุบันสามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้นครับ ช่องทางแรกคือทำการซื้อขายผ่านธนาคารครับ โดยบางธนาคารจะมีบริการรับซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองครับ ช่องทางที่สองคือการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ได้ มีการจัดตั้ง BEX หรือ Bond Electronic Exchange ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายตราสารหนี้ได้ผ่านทางตัวแทน คล้าย ๆ กับการซื้อขายหุ้นครับ (สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bex.or.th)

ความน่าลงทุน
หลาย ๆ ท่านได้สอบถามผมว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งน่าลงทุนหรือไม่ คำถามนี้ผมขอตอบเป็น 2 ประเด็นครับ
1. เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 2.90% แต่พันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ผลตอบแทนถึง 3.99% ต่างกันถึง 1.09% เมื่อมองในประเด็นนี้จัดว่าได้ Premium ที่ดี ซึ่งถือว่าน่าลงทุนมากครับ
2. อย่างไรก็ตามหามองทิศทางดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากในปีข้างหน้าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นก็มี โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งผมมองว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งในอนาคตยังมีอีกหลายรุ่นครับถ้าดูจาก โปรแกรมการระดมเงินของภาครัฐในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมีโอกาสเยอะทีเดียวครับที่ดอกเบี้ยของพันธบัตรในปีหน้าจะสูงกว่าในเวลา นี้ ดังนั้นค่อย ๆ ทยอยซื้อก็เป็นไอเดียที่ดีครับ อย่าลงทุนจนเงินหมดในทันที ของดียังมีอีกเยอะ
…ติดตามบทความคอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน โดย คุณเจษฎา สุขทิศ ที่เคยตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการในอดีต พร้อมซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของท่านได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com

สบน. เผย คลังออก”พันธบัตรไทยเข้มแข็ง”ต่างจากที่ผ่านมา

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการ จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 50,000 ล้านบาท ว่า ได้มีการลงนามร่วมกับผู้บริหารธนาคาร 7 แห่ง ที่ร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรแล้ว หากวงเงินจำหน่ายพันธบัตรในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก กระทรวงการคลังพร้อมออกพันธบัตรงวดที่สองเพิ่มเติมอีก ส่วนรายละเอียดนั้น ต้องขอประเมินสถานการณ์จำหน่ายในงวดแรกก่อน


ทั้งนี้นายกรณ์ยังกล่าวด้วยว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นอีกทางหนึ่งผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบประสูงขึ้นได้บ้าง ทั้งยังเห็นว่าการประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการฟื้นเศรษฐกิจจากการซื้อพันธบัตรในครั้งนี้


ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านอยู่ 5 ประการ คือ 1.มีวงเงินสูงถึง 50,000 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากเดิม 30,000 ล้านบาท 2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นแบบขั้นบันได 3. กำหนดเพดานการซื้อพันธบัตรชัดเจน 4. มีธนาคารเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 7 แห่ง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมจากรัฐบาล และ 5.เงินระดมทุนซื้อพันธบัตรนำไปใช้ลงทุนผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง


สำหรับ ธนาคารผู้แทนจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย กรุงไทย กสิกรไทย วงเงิน และทหารไทย โดยจะจัดสรรพันธบัตรตามขนาดของธนาคาร

คลังขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง
เปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวงเงิน 3 หมื่นล.ให้ดบ.พิเศษขั้นบันได

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เห็นชอบการให้กระทรวงการคลังออกขายพันธบัตรออมทรัพย์”ไทยเข้มแข็ง”วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท อายุ 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนการกู้เงินภาครัฐในปีงบประมาณ 52 โดยจะเปิดขายในเดือน ก.ค.นี้

สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงตลาดบวกดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจนักลงทุน และเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ซึ่งหลังจาก 3 ปีแรกไปแล้วจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยพันธบัตรดังกล่าวจะเปิดขายให้แก่ประชาชนทั่วไป กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท

“เชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้จะดึงดูดนักลงทุน เพราะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด และเป็นตราสารที่ไม่มีความเสี่ยง กำหนดอายุ 5 ปีถือว่าไม่สั้นและไม่ยาวเกินไป ล็อตนี้ออกมาทดสอบตลาดก่อนว่ามีความต้องการมากน้อยแค่ไหน”นายพงษ์ภาณุ กล่าว

อย่างไรก็ดี การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ 3-4 รายเข้ามาร่วมจัดจำหน่าย จากเดิมที่จะเลือกธนาคารพาณิชย์เพียงรายเดียว

 Page 1 of 3  1  2  3 »