Currently Browsing: การออม
สมการการออมเงิน

หลายๆท่านอาจจะทราบสมการที่แพร่หลายของการออมเงิน ซึ่งก็คือ

รายจ่าย = รายได้ – เงินออม

ซึ่งเงินออม ควรจะเป็น 10% ของรายได้ในแต่ละเดือนหรือต่อปี แต่จริงๆแล้ว ถามว่าการออมเงินเพียง 10% ของรายได้ จะเพียงพอต่อวันเกษียณหรือไม่? ก็เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเช่นกัน
ผมสมมุติว่า คุณมีเงินเดือน 20,000 บาท ฉะนั้นจะต้องออมเป็นเงิน 2,000 บาทต่อเดือน (ยังไม่รวมโบนัสที่จะได้ปลายปี) ฉะนั้น ปีหนึ่งๆ จะออมได้ 24,000 บาท โดยออมเงินเป็นเวลา 30 ปี โดยสมมติให้มีผลตอบแทนจากการออมเงินปีละ 5% ก็จะได้เงินประมาณ 1,328,777 บาท ตอนเกษียณเท่านั้น เพียงพอหรือไม่? นี่ยังไม่ได้ปรับลดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในทุกๆปีอีกด้วย ฉะนั้น ผมอยากให้ทุกท่านคำนึงถึงเงินออมทื่ท่านทำอยู่ปัจจุบันว่า มีการออมเงินที่เพียงพอหรือไม่? ผมอยากจะแนะนำว่า ให้ท่านออมเงินให้มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ โดยไม่กระทบถึงคุณภาพชีวิตที่ท่านๆมีอยู่ จะเป็นการดีกับตัวท่านที่สุด

Incoming search terms:

จด..ออม..มั่งคั่ง กับ โปรแกรมบันทึกเงินออม (K-Saving Memo)

CCFS11179 K WePlan CD Cashflow Account จด..ออม..มั่งคั่ง กับ โปรแกรมบันทึกเงินออม (K Saving Memo)

Incoming search terms:

ใครมีปัญหาเก็บเงินไม่อยู่มือ เรามีวิธีเก็บเงินให้อยู่มือมาฝาก

ไปเจอคอลัมน์นี้เข้า อาจจะตรงใจ หรือหลายๆ ท่านกำลังประสบปัญหานี้อยู่ เงินกว่าจะหามาได้แต่ละบาทก็ว่าช่างลำบากแล้ว แต่การเก็บเงินที่หามาได้ให้อยู่กับเรานานที่สุดนี่สิ ยากยิ่งกว่า ลองมาดูกันครับว่าเค้าแนะนำวิธีเก็บเงินให้อยู่มืออย่างไรครับ

- เลือก ฝากเงินแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป จนไม่เหลือเงินเก็บไว้ ใช้ในยามฉุกเฉิน

- ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ แล้วจ่ายค่าอะไรไปบ้างในแต่ละเดือน และควรจดรายการที่จำเป็นต้องซื้อก่อนไปซื้อของด้วย เพราะจะได้เป็นข้อจำกัด ไม่ให้ซื้อของที่ไม่จำเป็นไป และแถมยังได้ของครบตามที่ต้องการ

- ถ้าอยากได้ของที่คิดว่าไม่จำเป็น ควรแบ่งเงินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนมาเพื่อเก็บสะสมจนครบจำนวนแล้วค่อยซื้อของสิ่งนั้น เพราะถ้าทุ่มเงินไปทั้งก้อน อาจจะไม่มีเงินเหลือเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน

- ถ้าได้เงินพิเศษมา อย่าเพิ่งนำใส่กระเป๋าสตางค์ เพราะเงินอาจหมดไปโดยที่ไม่รู้ตัว ควรนำเงินนั้นไปเก็บเอาไว้ในส่วนของเงินเก็บ แล้วอย่าลืมจดลงในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

ขอบคุณที่มาจาก เดลินิวส์

Incoming search terms:

ทำไมต้องค้าขายในตลาดหุ้น ?

Incoming search terms:

วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท

เก็บเงินอย่างไรให้ได้ปีละ 100,000 บาท

หากคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือนและไม่มีรายได้อื่นที่ไหน การเก็บเงินให้ได้ปีละ 100,000 บาทค่อนข้างยากพอสมควร ซึ่งหากคุณไม่ทำในตอนนี้เวลาก็จะผ่านเลยไป ทำให้คุณไม่มีต้นทุนชีวิตที่จะไปต่อยอดธุรกิจอย่างอื่นได้เลย

ในช่วงที่ธุรกิจตกสะเก็ดแบบนี้ เป็นหนทางที่เราจะใช้กระแสสังคมมากดดันตัวเองให้เก็บตังค์เอาไว้ เพื่อความมั่นคงในวันข้างหน้า ซึ่งก่อนอื่นคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายว่าสามารถเก็บเงินได้เดือนละเท่าไร แล้วนำวิธีสุดประหยัดเหล่านี้ไปปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยๆ คุณต้องเก็บเงินให้ได้ 8,500 บาทต่อเดือนถึงจะได้ 100,000 บาทต่อปี

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท ตัดค่าใช้จ่ายหลักออกไป

ลองนับดูว่าคุณมีค่าใช้จ่ายหลักเป็นอะไรบ้าง เช่น ค่าหอพัก ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนรถ เป็นต้น แจกแจงหนี้แล้วดูว่าสิ่งใดพอจะบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง อย่างเช่น ถ้าคุณมีพี่น้องหรือเพื่อนสนิทแต่อยู่หอพักคนละที่กัน ลองมาอยู่ด้วยกันแล้วหารค่าห้องดูไหม สำหรับค่าโทรศัพท์เลือกโปรโมชั่นให้เหมาะสมกับตัวเอง และไม่ใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือแก้เหงา สุดท้ายเลือกใช้บริการรถสาธารณะดีกว่า เพราะราคาถูกไม่ต้องวนหาที่จอดรถ แถมรวดเร็วอีกต่างหาก รวมแล้วคุณประหยัดเงินไปได้กว่า 4,000 บาทต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท เลือกกินของคุณภาพ ราคาไม่แพง

ถ้าคุณสามารถทำกับข้าวจากที่บ้านไปกินที่ออฟฟิศได้ หรือเลือกกินอาหารจานเดียวราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพ ซึ่งดีกว่าฟาสต์ฟู้ดเป็นไหนๆ หากต้องการสังสรรค์กับเพื่อนก็ใช้วิธีให้บ้านใดบ้านหนึ่งเป็นเจ้าภาพ แล้วหารกันซื้อของเข้าไปทำอาหาร ราคาไม่แพงสะอาดและอิ่มกว่าด้วย เพราะถ้าคุณมัวแต่กินอาหารนอกบ้านประเภทฟาสต์ฟู้ดหรือนิยมสั่งแบบดีลิเวอรี่ นอกจากราคาแพงแล้วคุณก็ต้องเสียเงินค่าลดความอ้วน ค่าฟิตเนสอีกมากมาย ดูแลตัวเองง่ายๆ ดีกว่า ช่วยให้คุณประหยัดไปได้ประมาณ 2,000 ต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท จำกัดการซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอาง

จากที่เคยตามเทรนด์มาตลอด เข้าสู่ยุคเรียบง่ายดีกว่า ก่อนอื่นถ้าคุณจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ซื้อแบบเรียบและสามารถใช้ได้นานๆ เพราะเสื้อผ้าที่ตามกระแสมักจะใส่ได้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และลองค้นตู้เสื้อผ้าหาชิ้นที่ไม่เคยใส่หยิบมา Mix & Match ได้ชุดใหม่ตามใจคุณ หรือแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนๆ บ้าง ส่วนเครื่องสำอางให้ซื้อตอนมีโปรโมชั่นหรือฝากคนที่ไปต่างประเทศซื้อหา เพราะจะลดได้มากกว่า 30% วิธีนี้ลดค่าใช้จ่ายได้ 1,500 บาทต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท ชวนเพื่อนเข้าแก๊งคุณนายประหยัด

นั่งประหยัดอยู่คนเดียวเหงาแย่ ลองชวนเพื่อมาเข้าแกงค์ประหยัดด้วยกัน เพื่อเป็นกำลังใจและการแข่งขันไปด้วยในตัว คุณจะรู้สึกสนุกมากกว่านั่งอดออมอยู่คนเดียว นอกจากนั้นไม่ต้องเสียเวลาจับกลุ่มเอนเตอร์เทนด้วยการดูหนัง ร้องคาราโอเกะ โยนโบว์ลิ่งให้เสียเงินทอง ลองเช่าซีดีมาดูหรือออกกำลังกายตามสวนสาธารณะพร้อมกับเพื่อนๆ สนุกเหมือนกันแถมประหยัดเงินอีกด้วย

ที่มา: Lisa

Incoming search terms:

15วิธีเก็บเงินแบบง่ายๆ

เงินแต่ละบาท กว่าจะหามาได้ ปาดเหงื่อไม่รู้กี่รอบ

ได้มาแล้ว ต้องเก็บรักษาให้อยู่กับเรานาน เก็บไว้ใช้ยามจำเป็น


1. เริ่มเก็บเงินวันนี้

อ่านหน้านี้จบ เดินไปหยอดกระปุกเลย

แค 10 บาท ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ที่สำคัญ เริ่มเสียแต่เดี๋ยวนี้


2. เงินออม = บิล รักษาวินัย

เอาเงินเข้าบัญชีเงินออม เหมือนเวลาที่คุณต้องไปจ่ายบิล

แค่นี้ คุณก็จะมีเงินออมเข้าทุกเดือน


3. หากล่องออมสิน ซองใส่เงิน กระเป๋าเศษตังค์

แล้วหยอดเงินจำนวนเท่าเดิม เป็นเวลาเท่าๆกันทุกวัน

เช่น 10 บาท ทุกๆวัน หรือ ทุกๆวันเสาร์ และอย่าไปนับ อย่าไปใช้

(แนะให้เป็น กระปุกออมสินแบบ ไม่มีรูแงะ จะดีที่สุด )


4. ตกเย็นกลับถึงบ้าน เทกระเป๋า

เทเอาเศษเหรียญลงในกระปุกให้หมด

อย่าดูถูกเหรียญบาท เพราะ 100 เหรียญ

ก็เท่ากับ แบงก์ ร้อย หนึ่งใบนะ


5. ใช้ การ์ด แคชแบ็ค

ใช้บัตรเครดิตแล้ได้เงินคืนบ้างก็ยังดี


6. เก็บแบงค์ใหญ่ไว้ให้ติดกระเป๋า

จ่ายแบงค์ย่อยๆให้หมดก่อน

พอจบวัน เก็บแบงค์ที่เหลือลงกระปุก


7. จ่ายหนี้ให้หมด

นี่คือหน้าที่สำคัญที่คุณต้องทำให้เสร็จ

ถ้าคิดจะร่ำรวยในอนาคต


8. ถ้าเปลี่ยนโปรโมชั่นมือถือใหม่

ให้ได้ราคาดีกว่าเดิม หรือถูกกว่าเดิม

ให้เก็บเงินที่เป็นส่วนต่างเข้าบัญชีเงินเก็บ


9. ใช้บัตรห้างสรรพสินค้า ลดราคา

ถึงจะแค่ 5% แต่ก็เงินนะจ๊ะ


10. เก็บเงินคืนจากหักภาษี

พอได้คืน อย่าเอาไปใช้ เอาเข้าบัญชีเงินออมซะ


11. ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัย

ลองดูรายการแลกของรางวัล

ที่แลกเป็นบัตรเงินสดได้


12. เวลาที่คุณคืนหนังสือ หรือหนังเช่าตรงเวลา

ให้เก็บค่าปรับที่เราต้องจ่าย (ในกรณีคืนช้า)

ให้ตัวเอง ดีกว่าแบ่งให้คนอื่นรวยนะ


13. แบ่งเงินไปลงทุน ในกองทุนรวม หรือซื้อหุ้นบ้าง

(การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณ)


14. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

ดอกเบี้ยดีๆ เก็บไว้ใช้ยามแก่


15. เก็บเงินเพื่อครอบครัว

คุณจะได้รู้สึกว่า มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

เมื่อเก็บได้ถึงเป้า ก็แบ่งเงินส่วนหนึ่ง

พาที่บ้านไปเที่ยวบ้าง แต่ไม่ต้องแพงนะ


ที่มา – deedeejung.com

Incoming search terms:

เหรียญสองด้านกองทุนรวม

mutual fund เหรียญสองด้านกองทุนรวมในยุคปัจจุบัน การออมเงินและการลงทุนในรูปแบบของเงินฝากคงจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอต่อ นักลงทุนอีกต่อไป เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีการปรับตัวลดลงค่อนข้างสูง จึงทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มมองหาทางเลือกในการลงทุนแบบใหม่ๆ เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการปรับตัวลดลงของอัตราดอกเบี้ย

ในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการลงทุนในรูปแบบใหม่ และเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมของนักลงทุนในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมนั้น เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการลงทุนทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โอกาสและข้อจำกัด เสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ดังนั้นจึงควรมาทำความรู้จักกับข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกัน ก่อนดีกว่า

ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพที่มีความเชียวชาญคอยดูแลและตัดสินใจลงทุนให้ การ ลงทุนผ่านกองทุนรวมนั้น จะมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการลงทุน คอยดูแลบริหารจัดการลงทุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนที่ได้ กำหนดไว้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เพียบพร้อมกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง

2. สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของตนเองได้ กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของนักลงทุน โดยกองทุนรวมแต่ละกองจะมีนโยบายการลงทุนเฉพาะตัวในการนำเงินที่ระดมได้ไปลง ทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ นักลงทุนสามารถพิจารณาว่านโยบายการลงทุนของกองทุนรวมนั้นเหมาะสมกับจุดมุ่ง หมายของตนมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับทุนทรัพย์ที่ตนมีอยู่หรือไม่
3. สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า โดยปกติแล้วนักลงทุนรายย่อยจะมีเงินทุนที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้กระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ได้เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์ในตลาดค่อนข้างที่จะ รุนแรง แต่ถ้านักลงทุนรายย่อยนำเงินมารวมกันเป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีกำลังเงินมากขึ้น ทำให้กระจายการลงทุนได้มากขึ้น โดยอาจลงทุนในหลักในทรัพย์ได้มากขึ้น ผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของราคาหลักทรัพย์จึงไม่รุนแรงเท่ากับการลงทุนด้วย ตนเอง เพราะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า
4. มีอำนาจในการต่อรองสูงขึ้น ในฐานะบุคคลธรรมดา การเข้าถึงหลักทรัพย์บางประเภทอาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักทรัพย์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น หลักทรัพย์เปิดจองใหม่ หรือหลักทรัพย์เพิ่มทุนที่มีคุณภาพ นอกจากนี้การเข้าถึงหลักทรัพย์อาจเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหลักทรัพย์นั้นต้องใช้ เงินลงทุนจำนวนมาก
หรือถ้าหลักทรัพย์นั้นถูกเสนอขายเฉพาะเจาะจงให้แก่นักลงทุนสถาบันเท่านั้น แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงหลักทรัพย์เหล่า นั้นได้ เพราะกองทุนรวมถูกจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนสถาบัน ซึ่งมีบัญชีซื้อขายกับหลายบริษัทโบรกเกอร์ อีกทั้งยังมีเงินลงทุนขนาดใหญ่ และมีปริมาณการซื้อขายจำนวนมาก จึงทำให้ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว
5. มีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยจะได้รับเงินคืนตามราคามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น แต่อาจมีค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนบ้างสำหรับบางกองทุน
6. ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี รายได้ที่ได้จากการลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษี จึงทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่าการลงทุนด้วย ตนเอง
7. มีกลไกป้องกันผู้ถือหน่วยลงทุน สำนักงาน ก.ล.ต. เป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล และกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับธุรกิจจัดการลงทุน อีกทั้งมีผู้ดูแลผลประโยชน์คอยควบคุมให้ผู้จัดการกองทุนปฏิบัติตามกฎ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนให้แก่นักลงทุน

ข้อเสียของการลงทุนในกองทุนรวม
1. เสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ เป็นต้น โดยปกติค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.5 1.5 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะมากหรือน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน และความยากง่ายในการบริหาร ซึ่งนักลงทุนมีข้อผูกมัดต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แม้ว่าผลการบริหารกองทุนจะขาดทุนก็ตาม

2. ไม่คล่องตัวเท่ากับการลงทุนด้วยตนเอง การติดต่อซื้อขายหน่วยลงทุนกับบริษัทจัดการลงทุนโดยตรง หรือผ่านตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนของบริษัทจัดการลงทุน อาจมีความยุ่งยากและไม่รวดเร็วเท่ากับการติดต่อซื้อขายกับบริษัทโบรกเกอร์ เมื่อลงทุนด้วยตนเอง ทั้งนี้ขึ้นกับบริการของแต่ละบริษัทจัดการ นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารการลงทุนของกองทุนรวมที่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับก็ ค่อยข้างล่าช้า
3. ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการลงทุนได้ ทำได้แค่เพียงคอยตรวจตราดูแลการบริหารจัดการลงทุนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
4. การซื้อขายกองทุนรวจมีผลต่อราคาตลาด เนื่องจากปริมาณการซื้อขายของกองทุนรวมมาก จึงส่งผลต่อราคาตลาดของหลักทรัพย์ ดังนั้น การลงทุนของกองทุนรวมโดยส่วนใหญ่จึงมักจำกัดอยู่ที่หลักทรัพย์ที่มีมูลค่า การซื้อขาย และสภาพคล่องสูง
ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่นักลงทุนควรจะทราบก่อนการตัดสินใจลงทุน และเมื่อทราบถึงข้อดีและข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมกันแล้ว นักลงทุนก็สามารถพิจารณาได้ว่า ตนเองเหมาะที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือไม่ และยอมรับข้อเสียของการลงทุนผ่านกองทุนรวมได้มากน้อยเพียงใด เมื่อพิจารณาได้แล้ว ผลที่ออกมาคือความต้องการที่จะลงทุนผ่านกองทุนรวม สิ่งที่ต้องทำต่อไปนั้นก็คือการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่สอดคล้องกับความ ต้องการและวัตถุประสงค์ของตน

พันธบัตรไทยเข้มแข็ง น่าลงทุนหรือไม่

บทความวันนี้จะขอทำการวิเคราะห์รายละเอียด (Feature) ของพันธบัตรเข็มแข็ง ความน่าสนใจ/ไม่น่าสนใจ ในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์พันธบัตรรัฐบาลรุ่นอื่น ๆ ที่มีเสนอขายในตลาด หรือพันธบัตรไทยเข็มแข็ง ที่น่าจะมีออกมาให้คนไทยซื้อกันอย่างต่อเนื่อง
วิเคราะห์ผลตอบแทน
ลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยของพันธบัตรไทยเข้มแข็งครั้งนี้เป็นแบบขั้นบันได กล่าวคือปีที่ 1,2 จ่ายดอกเบี้ย 3% ปีที่ 3 จ่ายดอกเบี้ย 4% และปีที่ 4,5 จ่ายดอกเบี้ย 5% เวลาทำการวิเคราะห์หาผลตอบแทน ถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็ควรใช้การคำนวณ IRR ครับ ง่าย ๆ เพียงใช้โปรแกรม Excel และกรอกข้อมูลตามรูปครับ เริ่มต้นจากการกรอกวันที่จ่ายเงิน และวันที่รับดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในอนาคต และใช้สูตร XIRR ของโปรแกรม Excel ซึ่งคำนวณออกมาแล้วได้ IRR หรืออัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3.99% หรือประมาณ 4% นั่นเอง
หลายท่านคงเกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่จับหารกันง่าย ๆ ไปเลย เอา 3 + 3 + 4 + 5 + 5 หารด้วย 5 ปี ก็ได้เฉลี่ยปีละ 4% คำตอบคือ เวลาคิดเร็ว ๆ ก็จับหารเลยครับ แต่ที่ลองทำคำนวณอย่างละเอียดให้ท่านดูเพราะ วิธีการคิด IRR นี้ยังมีประโยชน์ในอีกหลายแง่มุม เช่นเวลาเรามีโครงการใด ๆ ที่จะลงทุน การคำนวณ IRR ก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อดูว่าผลตอบแทนของการลงทุนของเราเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และก็ต้องไม่ลืมนำมาเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรครับ ถ้าโครงการลงทุนที่ท่านอยากทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาล ก็อย่าไปทำเลยครับ เอาเงินไปซื้อพันธบัตรยังดีกว่า ความเสี่ยงต่ำกว่าด้วย

สภาพคล่อง และช่องทางการซื้อขาย
มี ข้อกำหนดสำหรับการถือครองพันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ถืออย่างน้อย 6 เดือนครับจึงจะเปลี่ยนมือได้ อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับมองว่าสภาพคล่องของการลงทุนในพันธบัตรต่ำ ซึ่งเป็นความจริงครับ แต่ถ้ามาดูในเรื่องของช่องทางการซื้อขาย ในปัจจุบันสามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้นครับ ช่องทางแรกคือทำการซื้อขายผ่านธนาคารครับ โดยบางธนาคารจะมีบริการรับซื้อขายพันธบัตรในตลาดรองครับ ช่องทางที่สองคือการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ได้ มีการจัดตั้ง BEX หรือ Bond Electronic Exchange ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายตราสารหนี้ได้ผ่านทางตัวแทน คล้าย ๆ กับการซื้อขายหุ้นครับ (สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bex.or.th)

ความน่าลงทุน
หลาย ๆ ท่านได้สอบถามผมว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งน่าลงทุนหรือไม่ คำถามนี้ผมขอตอบเป็น 2 ประเด็นครับ
1. เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 2.90% แต่พันธบัตรไทยเข้มแข็งให้ผลตอบแทนถึง 3.99% ต่างกันถึง 1.09% เมื่อมองในประเด็นนี้จัดว่าได้ Premium ที่ดี ซึ่งถือว่าน่าลงทุนมากครับ
2. อย่างไรก็ตามหามองทิศทางดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากในปีข้างหน้าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นก็มี โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งผมมองว่าพันธบัตรไทยเข้มแข็งในอนาคตยังมีอีกหลายรุ่นครับถ้าดูจาก โปรแกรมการระดมเงินของภาครัฐในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซึ่งมีโอกาสเยอะทีเดียวครับที่ดอกเบี้ยของพันธบัตรในปีหน้าจะสูงกว่าในเวลา นี้ ดังนั้นค่อย ๆ ทยอยซื้อก็เป็นไอเดียที่ดีครับ อย่าลงทุนจนเงินหมดในทันที ของดียังมีอีกเยอะ
…ติดตามบทความคอลัมน์ คุยกับผู้จัดการกองทุน โดย คุณเจษฎา สุขทิศ ที่เคยตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการในอดีต พร้อมซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของท่านได้ใน http://fundmanagertalk.blogspot.com

Incoming search terms:

สบน. เผย คลังออก”พันธบัตรไทยเข้มแข็ง”ต่างจากที่ผ่านมา

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการ จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง 50,000 ล้านบาท ว่า ได้มีการลงนามร่วมกับผู้บริหารธนาคาร 7 แห่ง ที่ร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรแล้ว หากวงเงินจำหน่ายพันธบัตรในช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก กระทรวงการคลังพร้อมออกพันธบัตรงวดที่สองเพิ่มเติมอีก ส่วนรายละเอียดนั้น ต้องขอประเมินสถานการณ์จำหน่ายในงวดแรกก่อน


ทั้งนี้นายกรณ์ยังกล่าวด้วยว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นอีกทางหนึ่งผลักดันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบประสูงขึ้นได้บ้าง ทั้งยังเห็นว่าการประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการฟื้นเศรษฐกิจจากการซื้อพันธบัตรในครั้งนี้


ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านอยู่ 5 ประการ คือ 1.มีวงเงินสูงถึง 50,000 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นจากเดิม 30,000 ล้านบาท 2. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นแบบขั้นบันได 3. กำหนดเพดานการซื้อพันธบัตรชัดเจน 4. มีธนาคารเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายถึง 7 แห่ง โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมจากรัฐบาล และ 5.เงินระดมทุนซื้อพันธบัตรนำไปใช้ลงทุนผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง


สำหรับ ธนาคารผู้แทนจำหน่ายทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา นครหลวงไทย กรุงไทย กสิกรไทย วงเงิน และทหารไทย โดยจะจัดสรรพันธบัตรตามขนาดของธนาคาร

คลังขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง
เปิดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวงเงิน 3 หมื่นล.ให้ดบ.พิเศษขั้นบันได

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เห็นชอบการให้กระทรวงการคลังออกขายพันธบัตรออมทรัพย์”ไทยเข้มแข็ง”วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท อายุ 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนการกู้เงินภาครัฐในปีงบประมาณ 52 โดยจะเปิดขายในเดือน ก.ค.นี้

สำหรับอัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงตลาดบวกดอกเบี้ยพิเศษเพื่อจูงใจนักลงทุน และเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ซึ่งหลังจาก 3 ปีแรกไปแล้วจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก โดยพันธบัตรดังกล่าวจะเปิดขายให้แก่ประชาชนทั่วไป กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท

“เชื่อว่าพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้จะดึงดูดนักลงทุน เพราะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด และเป็นตราสารที่ไม่มีความเสี่ยง กำหนดอายุ 5 ปีถือว่าไม่สั้นและไม่ยาวเกินไป ล็อตนี้ออกมาทดสอบตลาดก่อนว่ามีความต้องการมากน้อยแค่ไหน”นายพงษ์ภาณุ กล่าว

อย่างไรก็ดี การเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ 3-4 รายเข้ามาร่วมจัดจำหน่าย จากเดิมที่จะเลือกธนาคารพาณิชย์เพียงรายเดียว

Page 1 of 3123