ก.คลัง 25 มิ.ย. - นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ ซึ่งมี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานวันนี้ (25 มิ.ย.) มีการหารือเกี่ยวกับแผนระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
นายจักรกฤศฎิ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะแบ่งการจำหน่ายพันธบัตรดังกล่าววงเงิน 50,000 ล้านบาทเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรกจำหน่ายวันที่ 13-14 ก.ค. เน้นผู้สูงอายุ วงเงินพันธบัตร 15,000 ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 1 ล้านบาท ช่วง 2 วันที่ 15-16 ก.ค. จำหน่ายผู้สูงอายุและผู้มีสิทธิ์อื่น ๆ เช่น องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิ วงเงินพันธบัตร 15,000 ล้านบาท วงเงินการซื้อตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 1 ล้านบาท และช่วงที่ 3 วันที่ 17-21 ก.ค. ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์ วงเงินพันธบัตร 20,000 ล้านบาท จำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป วงเงินการซื้อ 10,000 บาทขึ้นไปไม่จำกัดการซื้อ สำหรับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรปรับขึ้น จากเดิมเฉลี่ยร้อยละ 3.8 เป็นร้อยละ 4 ทำให้ปีแรกและปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3 ปีที่ 3 ร้อยละ 4 ปีที่ 4-5 ร้อยละ 5
ส่วนวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นประธานลงนามกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะเป็นตัวแทนจำหน่ายพันธบัตร 7 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารทหารไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยรายละเอียดจะชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้.
ที่มา: สำนักข่าวไทย
บลจ. กสิกรไทย เชื่อกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลียังโดนใจผู้ลงทุน เตรียมส่งเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ และเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ ขายพร้อมกันในวันที่ 9-15 มิถุนายน นี้
นายนคร ตามไท ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและสื่อสารการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี อีก 2 กองทุน ในวันที่ 9-15 มิถุนายน 2552 ได้แก่ กองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ (KKG1YAO) และกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) เพื่อรองรับผู้ลงทุนที่ยังคงต้องการลงทุนโดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจูงใจกว่าเงินฝาก และเชื่อมั่นในการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี1 ปี เอโอ (KKG1YAO) มีระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปี มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ลงทุน ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนภายใต้รอบระยะเวลาลงทุนที่สั้นขึ้น ด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนประมาณ 10 เดือน มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท
“กองทุนพันธบัตรเกาหลีทั้ง 2 กองทุน ยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ จาก Moody’s / Standard and Poor’s / FITCH Rating โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้น ที่ P1 / A1 / F1 และ ระยะยาวที่ A2 / A / A+ ตามลำดับ ซึ่งการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสูงจากสถาบันชั้นนำของโลกเช่นนี้ ยังคงชี้ชัดถึงเสถียรภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้ลงทุนจึงเชื่อมั่นได้ในด้านคุณภาพและระดับความเสี่ยงของตราสารที่เลือกลงทุน นอกจากนี้ ทั้ง 2 กองทุนยังคงนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 100% นับว่าเพิ่มความอุ่นใจในการลงทุนได้อีกขั้นหนึ่ง” นายนครกล่าว
นายนครกล่าวต่อไปว่า โอกาสรับผลตอบแทนจากทั้ง 2 กองทุนยังคงอยู่ในระดับที่ดี และคาดว่าจะให้โอกาสรับผลตอบแทนที่จูงใจกว่าเมื่อเทียบกับเงินฝากประจำ และพันธบัตรรัฐบาลในประเทศที่มีอายุตราสารใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีแต่ละกองทุนมีระยะเวลาการเสนอขายที่ต่างกันอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่างกันไปบ้างเล็กน้อยตามสภาวะของตลาดในแต่ละช่วง
ผู้ที่สนใจลงทุน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และ บลจ.กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท
ในปี 2552 บลจ.กสิกรไทย จำกัด เสนอขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี ไปแล้วทั้งสิ้น 14 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเอ, เอบี, เอซี, เอดี, เออี, เอเอฟ, เอจี, เอเอช, เอไอ, เอเจ, เอเค, เอแอล, เอเอ็ม และเอเอ็น ยอดระดมทุนกว่า 40,000 ล้านบาท
เพียงเปิดบัญชีเงินฝากประจำกรุงศรี เซฟเวอร์ พลัส ( 6 เดือน) หรือบัญชีเงินฝากประจำกรุงศรี ปลอดภาษี 24 เดือน
ขั้นต่ำ 15,000 บาท และทำการฝากเงิน 2 เดือนแรกติดต่อกัน
รับฟรี แพยาง WOW Summer มูลค่า 400 บาท
ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม – 30 เมษายน 2552

1. เปิดบัญชีธนาคารให้เหมาะ
บรรดานักเรียนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ แน่นอนที่ต้องรับเงินเดีอนจากพ่อแม่ แนะนำให้เปิดบัญชี ATM ในสาขาของกรุงเทพ เพราะถ้าเปิดบัญชีที่สาขาต่างจังหวัด ต้องเสียค่าบริการเวลามากดข้ามเขต อีก 30 บาท ก็คิดดูสิ ว่า ปีหนึ่งเสียเงินตรงนี้ไปเท่าไร
2. เงินเราไปไหน
ให้ถามตัวเองบ่อยๆเวลาใช้เงิน ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เก็บบิลเวลาซื้อของ แล้วเอาสมุดเงินฝากไปอัพเดตเพื่อเช็คยอดล่าสุด
3.อยู่ห่างๆเพื่อนมือเติบ
เลือกเพื่อนที่ติดดินบ้าง ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถ้าเพื่อนกินของแพงเราอาจต้องแชร์กันออกมากเป็นพิเศษ
4.ระวังเรื่องของบิลโทรศัพท์
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นส่วนที่ใหญ่สุดของหนุ่มสาว ให้ตั้งเตือนเป็นนาทีก็ได้ หรือเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด
5.ใช้สิทธิของเราให้คุ้ม
เช่นการใช้บัตรนักเรียนในการเป็นส่วนลดต่าง คูปองลดราคาต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเงิน
6. ออมเงินรายเดือน
เก็บเงิน 10 % ของเงินที่ได้รับจากพ่อแม่เป็นแบบฝากประจำไว้เลย แล้วพอเราเรียนจบเราจะมีเงินก้นถุงพอสมควรเลย
” คุณสามารถยืดหยุ่นกับการปรับพฤติกรรมใช้เงินของบุตรหลาน โดยไม่ทำให้พวกเขาเสียโอกาส ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบได้หรือไม่? “
เป็น คำถามที่ Fund Tips คิดว่าน่าจะดึงดูดใจให้ผู้ปกครองคนไทยอยากได้รายละเอียดไว้เป็นแนวทางมาลอง ปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ยีน ชาทสกี้ นักเขียนมือโปรจาก “มันนี่” นิตยสารการเงินชั้นนำของสหรัฐ ได้หยิบยกขึ้นมาให้ขบคิด พร้อมคำตอบที่น่าสนใจจนอยากติดตาม
ทุกวันนี้มีผู้ใหญ่บางกลุ่มในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำทุกอย่างและให้ทุกสิ่งแก่บุตรหลานจนมากเกินไป จนอาจกลายเป็นการทำลายโอกาสที่พวกเขา ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในการใช้เงิน ชาทสกี้ เชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนในทุกยุคทุกสมัย ต้องการให้บุตรหลานของตัวเองมีความสุข และช่วยให้พวกเขารู้จักตัวเองและรู้จักค่าของเงินมากขึ้น
จูเลียต บี.ชอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบอสตัน คอลเลจ เจ้าของงานเขียน “Born to Buy” เห็นด้วยกับชาทสกี้ว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ เน้นบริโภคสิ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์ อาจทำให้พวกเขาเสียสุขภาพจิตและสุขภาพกายได้ และจากการสำรวจจากเด็กกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ในระดับการศึกษาเกรด 5 และ 6 พบว่า เด็กเหล่านี้ไม่สามารถผละจากวิดีโอเกม ทีวี หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อทำการบ้านหรือออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีแนวโน้มมากที่เด็กเหล่านี้จะเจ็บปวดจากอาการหดหู่ ปวดหัว ปวดท้องและเป็นคนที่น่าเบื่อ ขณะที่ คอนนี่ ดอว์สัน นักบำบัดโรคในเมืองเคิร์กแลนด์ มลรัฐวอชิงตัน และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์หนังสือเรื่อง How Much is Enough โดยสำรวจผู้ใหญ่ 1,200 ราย พบว่า 71% ของกลุ่มตัวอย่าง ได้รับการดูแลตามใจจนมากเกินไปเหมือนเด็ก จนพวกเขารู้สึกว่าไม่เคยพึงพอใจเลย แม้พวกเขาอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
ชาทสกี้ จึงตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ใหญ่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เด็กในความดูแลของพวกเขา สามารถเติบโตขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ และการรับรู้ถึงคุณค่าของเงินที่ผู้ใหญ่หามาได้อย่างยากลำบาก และด้วยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก นักจิตวิทยาและการเงินจำนวนหลายสิบคน รวมทั้งผู้ปกครองพร้อมกับบุตรหลานชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ได้ช่วยชาทสกี้เสนอความคิดและพัฒนาหากฎ 7 ข้อ เพื่อปรับพฤติกรรมเด็กให้สามารถเติบโตและฉลาดใช้เงินได้ในอนาคต
เริ่มจากกฎข้อที่หนึ่ง “สอนพวกเขาตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ดีเสียก่อน” การตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องทำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากจะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เด็ก ๆ ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกซื้อแบบไหน ในเมื่อจะซื้อสิ่งของทั้งสองอย่าง ซึ่งมีการใช้งานเหมือนกันให้เปลืองเงินย่อมทำไม่ได้แน่ ๆ อลิซาเบธ เครรี่ นักการศึกษาและเจ้าของงานเขียน Pick Up Your Socks and Other Skills Growing Children Need กล่าวว่าผู้ใหญ่สามารถสอนเด็กเล็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งไปจนถึง 2 ปี ให้รู้จักว่าพวกเขาไม่สามารถได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เครรี่แนะให้เริ่มต้นจากตัวเลือกง่ายเพียง 2 ตัวก่อน เช่น ต้องการเสื้อสีน้ำเงินหรือแดง หรืออยากกินอาหารร้านนี้หรือร้านนั้น เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยกับตัวเลือกเพียง 2 ตัว ผู้ใหญ่ต้องขยายตัวเลือกเพิ่มขึ้นเป็น 3 และ 4 ตัว ซึ่งเครรี่เตือนว่าหากให้เด็กเลือกตัวเลือกอยู่แค่ 2 ตัว เด็กก็จะรู้จักเลือกของได้แค่ 2 อย่าง แต่ถ้าเพิ่มตัวเลือกพวกเขาจะสามารถคิดพิจารณาเลือกหาสิ่งของได้มากขึ้นเป็น 5-6 ตัวเลือก ชาทสกี้ชี้ว่าสิ่งสำคัญจากกฎข้อแรกนี้ อยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจจะต้องอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และต้องเรียนรู้ตลอดไปแม้การตัดสินใจบางครั้งอาจไม่ได้สิ่งที่ถูกต้องเหมาะ สมเสมอไปก็ตาม แต่ขอให้ถือว่าการตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ
“หยิบยกข้อจำกัดขึ้นมาอย่างมีเหตุมีผล” เป็นกฎข้อสองใช้ปรับพฤติกรรมเด็กๆ ซึ่ง แดน คายด์ลอน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง Too Much of a Good Thing : Raising Children of Character in an Indulgent Age โดยสำรวจจากผู้ใหญ่กว่า 1 พันคน และวัยรุ่นอีกประมาณ 700 คน พบว่า เด็กที่ถูกกำหนดไว้ด้วยข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การสาบานไปจนถึงการเล่นวิดีโอเกมเนื้อหา รุนแรง มีแนวโน้มจะพลาดพลั้งหรือถลำลึกไปหายาเสพติดหรือเกิดความรู้สึกหดหู่ ได้น้อยกว่ากลุ่มเด็ก ๆ ที่ไม่เคยพบกับข้อจำกัดเลย คายด์ลอนแนะนำว่า หากบุตรหลานไม่ยอมเก็บผ้าเช็ดตัวไปไว้ให้เป็นที่เป็นทาง จงบอกพวกเขาเลยว่า ต้องโดนหักเงินที่จ่ายให้ใช้ตามปกติ 1 ดอลลาร์ ในทุก ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองต้องคอยตามเก็บผ้าเช็ดตัวให้พวกเขา และต้องปฏิบัติให้ได้ตามกฎข้อตกลงที่กำหนดไว้พร้อมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใหญ่ต้องเลือกใช้วิธีที่จะควบคุมเด็กได้ เช่น การตัดเงินอาจใช้ได้กับเด็กบ้างคน แต่เด็กคนอื่นอาจต้องใช้วิธีห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามเล่นคอมพิวเตอร์ หรือห้ามขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยู่นอกบ้าน ผู้ใหญ่อาจควบคุมเด็กด้วยการห้ามพวกเขาออกไปเล่นตามบ้านเพื่อน ที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่หน้าจอทีวี แต่วิธีนี้คงใช้ได้เฉพาะเด็กที่ยังไม่โตมากนัก เพราะเมื่อเขาย่างเข้าสู่วัยรุ่น กบฏทางความคิดย่อมเริ่มมาเยือน นำไปสู่ความรู้สึกอยากต่อต้านได้ หมายความว่าผู้ปกครองต้องคิดหาวิธีแยบยลมากขึ้น เพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้คิดปฏิบัติอย่างมีเหตุผล
“กำหนดเงินประจำที่เด็กควรได้รับ” คือกฎข้อสาม แต่การจำกัดเงินประจำให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องยาก หากผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครองประเภทโอเคอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่เด็กร้องขอให้พาไปร้านขายของเล่นหรือขนมหวาน แต่จะจบลงด้วยการบ่นและเตือน ฉะนั้น การตอบสนองที่ดีที่สุดต้องกำหนดเงินประจำให้พวกเขา เมื่อเด็กมีอำนาจตัดสินใจในการใช้เงินของตัวเอง ผู้ใหญ่สามารถจะพูดได้แล้วว่าจะไม่จ่ายเงินเพื่อซื้อของเล่นใหม่ให้แล้ว แต่เด็กต้องตัดสินใจเลือกซื้อใช้เงินของตัวเอง ผู้ปกครองอาจจะเริ่มต้นให้เด็กวันละ 1 ดอลลาร์ในระดับอนุบาล จากนั้นค่อยเพิ่มให้ปีละ 1 ดอลลาร์ เมื่อเด็กเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับประถม อย่างไรก็ตาม ชาทสกี้เตือนว่า ในกฎข้อสามนี้ยังมีกฎบังคับไว้เป็นพื้นฐาน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมดำเนินไปด้วยดียิ่งขึ้น เริ่มจากข้อแรกการกำหนดเงินประจำให้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว เป็นเรื่องดีที่จะตอกย้ำเด็กให้ประหยัดออมเงิน และรู้จักให้เพื่อการกุศล สร้างความรู้สึกนี้ให้ต่อเนื่อง และเป็นปรัชญาของครอบครัว ข้อสองอย่านำเรื่องเงินประจำไปเกี่ยวพันกับงานบ้าน ไม่เช่นนั้นเด็ก ๆ อาจตัดสินใจไม่ทำงานบ้านโดยไม่สนใจเงิน โดยพื้นฐานแล้วขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กได้เงินด้วยความ ปรารถนาดี อยากให้เด็กๆ เรียนรู้และบริหารเงินได้ แต่บางครั้งเป็นข้อยกเว้น อย่างในกรณีของคาเรน มาร์เกส คุณแม่ลูก 3 ที่อยู่ในวัย 8 ขวบ 7 ขวบ และ 3 ขวบครึ่ง ใช้ผลงานจากการทำงานบ้านและดูแลเสื้อผ้าของเล่นของตัวเอง
มาวัดความพอใจในการให้หรือหักเงินประจำ ช่วยเด็กๆ ให้เรียนรู้ที่จะรอคอย” เป็นกฎข้อสี่ที่ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ที่จะสอนเด็กให้รู้ว่า การได้สิ่งต่างๆ จากการรอคอยจะรู้สึกดีกว่าการได้มาด้วยการรบเร้าร้องขอ เป็นเทคนิคที่รอนดา เพย์ตัน คุณแม่ ผู้ดูแลมาร์เกลลูกชายวัยรุ่นของเธอเคยใช้ ในเวลาที่มาร์เกลอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คราคาแพง ในขณะที่เขาเองได้เงินประจำเพียงครั้งละ 10 ดอลลาร์ เพย์ตัน นำวิธีการของบริษัทกับลูกจ้างมาใช้ ด้วยการให้มาร์เกลออมเงิน และทุกครั้งที่มาร์เกลออมเงินได้เท่าใดก็ตาม เพย์ตันกับสามีจะให้เงินสมทบในอัตราที่เท่ากันแก่มาร์เกล นอกจากการรวบรวมเงินประจำที่ออมไว้ได้ เงินที่ได้จากวันเกิด เงินที่ได้จากวันหยุด และเงินสดที่ได้เมื่อเขาช่วยงานพิเศษภายในบ้าน ในที่สุดมาร์เกลบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับคำชื่นชมที่รอนดา เพย์ตัน สรุปไว้ว่า การช่วยให้เด็กซื้อสิ่งที่พวกเขาอยากได้เป็นเจ้าของ ด้วยการมีส่วนร่วมและใช้ความพยายามของตัวเอง จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของนั้น ๆ สำหรับเด็กอายุสัก 8-9 ขวบ ผู้ใหญ่อาจผ่อนปรนให้การรอคอยของพวกเขาสั้นลง อย่างที่ อลิซาเบธ เครรี่ แนะนำไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรพูดกับเด็กในวัยนี้ว่า ต้องการจะออมเงินประจำไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการได้เล่นเกม 8 สัปดาห์ หรืออยากออมเงินได้ประจำทั้งหมดไว้ เพื่อแลกกับการได้เล่นเกมน้อยลงเหลือ 4 สัปดาห์
ตอนนี้มาถึงกฎข้อห้า “กระตุ้นให้ทำงาน” เป็นเหมือนบทเรียนที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับบุตรหลาน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นพูดเกี่ยวกับเงินที่พวกเขาหามาได้ อย่างกรณีของบาร์บาร่าและเกลนน์ มิลเลอร์ สามีภรรยาจากมลรัฐนิวยอร์ก กระตุ้นให้อาแมนดาบุตรสาววัย 17 ปี ให้เริ่มทำงานเสียแต่เนิ่น ๆ พวกเขาเต็มใจจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่าง ๆ ในบ้าน ตั้งแต่ล้างรถยนต์ไปจนถึงการเป็นพี่เลี้ยงเด็กแก่อาแมนดา แทนที่จะต้องจ่ายให้กับคนภายนอกที่ต้องว่าจ้างเช่นกัน แต่เมื่อใดที่อาแมนดาอยากได้ของราคาแพง ซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถหรือมีคุณค่าไม่เหมาะกับงานบ้านบางอย่างที่ให้ทำ ทั้งบาร์บาร่าและเกลนน์ก็จะแนะนำให้ลูกสาวมองหางานนอกบ้านอย่างการเป็น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารสนามไดร์ฟกอล์ฟ และเมื่ออาแมนดาได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ เด็กสาวผู้นี้มองหางานอื่นนอกเวลาทำอีกในร้านขายเสื้อแห่งหนึ่ง ด้วยการขายเสื้อผ้าที่อยู่ในความนิยมและเป็นอาชีพที่เธอรัก ซึ่งบาร์บาร่าตอนนี้กล่าวชื่นชมลูกสาวของเธอว่า ไม่เคยเรียกร้องขอเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอีกเลย จากข้อมูลการศึกษาจัดทำโดย โรเปอร์ เอเอสดับเบิลยู ในปี 2546 เด็กที่เริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อยู่ระดับมัธยมปลาย มีแนวโน้มมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และมีความสามารถความรู้ทางด้านการเงินได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ที่ไม่เคยทำงานพิเศษเลย
“สั่งสอนให้รู้จักคุณค่า(ของเงิน)” เป็นกฎข้อหกที่ชาทสกี้เชื่อว่า เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ที่จะทอนเงินได้เร็วเท่า ๆ กับความสามารถที่จะนับเงิน แต่สิ่งยากเย็นเข็ญใจกว่านั้น คือการสอนให้พวกเขาชื่นชมในคุณค่าของเงิน ซูซาน เบแคม คุณแม่รายหนึ่งจากเมืองชิคาโก ให้ความหมายว่าเด็กเข้าใจว่าเงินมีหน่วยนับว่าอะไรบ้าง เหมือนกับเงินไทยที่นับได้ตั้งแต่ 1,000 , 500 , 100, 20 ไปจนถึง 10 บาท และ 5 บาท แต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่า ต้องมีหรือสะสมไว้เท่าใดจึงจะซื้อรถยนต์สักคันได้ เครรี่มีเทคนิคช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้เกี่ยวกับมูลค่าหรือคุณค่าของเงินได้ ด้วยการตั้งคำถามเมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ ต้องการตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง โดยให้ถามเขาว่าตุ๊กตาตัวนั้นสำคัญกับเขามากน้อยเพียงใด และเทียบเป็นคะแนนความชอบว่าเท่าไหร่ตั้งแต่ 1 ไล่ไปจนถึง 5 เด็กทุกคนย่อมต้องตอบในครั้งแรกว่าให้คะแนน 5 จากนั้นปล่อยไว้ 1 สัปดาห์ คราวนี้ให้ลองถามใหม่ว่าชอบตุ๊กตามากน้อยเพียงใด เทคนิคข้างต้นเป็นความพยายามบอกเด็กทางอ้อม และไม่เป็นการปฏิเสธพวกเขาโดยตรงจนเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ความพยายามของผู้ใหญ่จะช่วยพัฒนาความสามารถให้พวกเขาใช้วิจารณญาณหรือคิด ใคร่ครวญถึงคุณค่าหรือมูลค่าของสิ่งที่เขาซื้อมาว่าคุ้มค่าหรือไม่
ตอนนี้มาถึงกฎข้อสุดท้าย “จงทำตัวเป็นต้นแบบสม่ำเสมอและอย่าปากว่าตาขยิบ” หมายถึงเมื่อผู้ใหญ่เริ่มต้นให้เงินประจำแก่เด็ก ๆ ต้องให้ตรงเวลา และให้เต็มจำนวนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรให้บุตรหลานพูดกับผู้ปกครองของพวกเขาว่า พ่อแม่บอกว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขากลับไม่เคยได้เห็นเงินจำนวนนี้เลย ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกรณีผู้ใหญ่วัย 20 ปีไม่คิดว่าพวกเขาต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิต อธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ คือหากผู้ใหญ่ยืนกรานให้เด็กออมเงินประจำที่ได้บางส่วนไว้ หรือให้แบ่งปันเงินบางส่วนของเงินประจำที่ได้รับให้กับการกุศล เด็ก ๆ เหล่านี้ควรจะได้เห็นผู้ใหญ่ออมเงินหรือแบ่งปันเงินออมบางส่วนไปให้กับการ กุศลด้วยเช่นกัน
คราวหน้าถ้าเด็ก ๆ ดื้อรั้น งอแงจะเอานั่นเอานี่ให้ได้ พอไม่ได้ก็จะตะโกนว่า เป็นพ่อแม่แบบไหนไม่ยอมซื้อของให้พวกเขา ขอให้บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายสูดหายใจลึกๆ พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่นไปได้เลยว่า เป็นพ่อแม่ประเภทที่เชื่อว่าพวกเขามีของที่ต้องการเวลานั้นมากพออยู่แล้ว แต่ถ้าเด็ก ๆ ต้องการได้เพิ่มอีก จงปล่อยให้พวกเขาเก็บเงินซื้อเอง โดยผู้ใหญ่จะรู้สึกดีใจและยินดีขับรถพาไปซื้ออย่างแน่นอน สรุปแล้วกฎข้อนี้อยากให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบัน พยายามทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างและมีความหนักแน่น ในการใช้เหตุและผลเพียงพอ ที่จะอธิบายเพื่อโน้มน้าวใจเด็กๆ ให้ซึมซับยอมรับฟังข้อมูล และพร้อมจะทำตามอย่างเต็มใจในที่สุด
“อะไรที่เราไม่ รู้ก็จะไม่ทำให้เราเจ็บ” อาจเป็นประโยคที่ใช้ได้ กับหลายเรื่องหลายคน แต่สำหรับ “การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุแล้ว หากเราไม่รู้ ก็จะยิ่งทำให้เราเจ็บ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนกันยายน ที่จะมีคนเกษียณอายุกันแล้ว ยิ่งพบว่า หลายคนเริ่มรู้สึกเจ็บปวด และเป็นกังวลแล้วว่า แล้วจะอยู่อย่างมั่นคง และเป็นสุขหรือไม่ อย่างไร เพราะยังต้องใช้เงินไปอีกนาน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่เราจำเป็นต้องใช้เพิ่ม แต่ไม่มีโอกาสหาเงิน หรืออาจหาเงินได้ไม่เท่าเดิมอีกแล้ว ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจ และรู้จักวางแผนการเงิน เพื่อการเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ อย่าคิดว่าอีกนาน เพราะเริ่มต้นได้ “ยิ่งเร็ว ยิ่งดี”
สมมติว่า ตอนนี้อายุ 20 ปี เริ่มมีรายได้เป็นของตนเอง และเริ่มออมเงินได้ เราก็ควรกำหนดเป้าหมาย ในการออมเงินไว้เลยว่า เพื่อไว้ซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือ เก็บเงินเพื่อการศึกษาต่อในขั้นสูงขึ้น หรือเพื่อเป็นทุนในการทำอาชีพส่วนตัว หรือเพื่อการลงทุนให้เงินงอกเงย เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณอยู่อย่างสบายๆ จะเห็นได้ว่า เป้าหมายของแต่ละคนต่างกันไป แล้วทำอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้….
ในวัยเริ่มต้นทำงานนี้ เป็นวัยที่ไม่มีภาระมากนัก มีเวลาในการเก็บออม และหารายได้อีกนานในอนาคต หากเราเริ่มต้นออมอย่างจริงจังในวัยนี้ โดยออมเงินเพียง 10% ของรายได้ทั้งหมดไปเรื่อยๆ และเมื่อออมเงินได้จำนวนหนึ่ง ก็อาจแบ่งเงินจำนวนนี้ไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกผลที่สูงกว่าการฝากธนาคาร และด้วยการที่อยู่ในวัยเริ่มต้นของการทำงานนี้เอง จึงสามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูงกว่าคนในวัยอื่นๆ เพราะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงนั้น มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน ที่สูงเช่นกัน ดังนั้น คนวัยนี้ก็อาจจะนำ 90% ของเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนในหุ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นแบบเก็งกำไร แต่เป็นการลงทุนในหุ้นระยะยาว เพราะมีการศึกษามาแล้วว่า ในระยะยาวการลงทุนในหุ้นสามัญ จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ส่วนอีก 10% ที่เหลือก็ลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่น พันธบัตร หรือหุ้นกู้ของบริษัทมั่นคง มีความปลอดภัยของเงินต้นหรืออาจอยู่ใน รูปของการฝากเงินกับธนาคารก็ได้ การจัดสรรเงินออมแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เรามีโอกาสได้รับ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง ในการลงทุนด้วย เงินของเรา ชีวิตของเรา ต้องฉลาดใช้ ฉลาดออม และฉลาดลงทุน เพื่อตัวของเราเอง เพราะเป็นธรรมดาว่า ชีวิตใคร ใครก็ต้องกำหนดเอาเอง
สองสามวันก่อน ดิฉันแวะไปทำธุระที่ธนาคารเลยได้เห็นภาพประทับใจค่ะ … เด็กผู้หญิงแก้มยุ้ยน่าหยิกคนหนึ่ง มือซ้ายจูงมือคุณแม่ มือขวาอุ้มกระปุกหมูออมสิน ท่าทางจะมาเปิดบัญชีเงินฝากเป็นครั้งแรก รอยยิ้มดีใจพร้อมแววตาสดใสของหนูน้อยคนนั้น พาให้ใครที่เห็นเป็นต้องอดอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
ตอนเด็ก ๆ พวกเราส่วนใหญ่คงเคยเป็นแบบหนูน้อยคนนี้ใช่ไหมคะ? ที่มักจะถูกผู้ใหญ่สอนว่า ?…มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท…? เพื่อให้เราหมั่นเก็บออมเงินไว้เพื่อวันข้างหน้า แต่พอตอนโต เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนกลับลืมนึกถึงการออมเงินเพื่อวันข้างหน้า ในวันที่เราเข้าสู่วัยเกษียณ ไม่ได้ทำงาน และไม่มีรายได้แล้ว
พูดถึงประเด็นนี้ขึ้นมา ทำให้ดิฉันนึกย้อนไปถึงตัวเลขสถิติที่เคยอ่านเจอมา (ขอประทานโทษที่จำที่มาไม่ได้ค่ะ) ค่อนข้างเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เขาบอกไว้อย่างนี้ค่ะว่า ในคนหนุ่มสาวทุก 100 คน จะพบตัวเองเมื่อย่างก้าวสู่วัยเกษียณอายุว่า 1 คน มีฐานะร่ำรวย, 4 คน มีอิสระทางการเงิน, 5 คน ยังต้องทำงานหนัก, 54 คน ต้องพึ่งพาลูกหลาน และ 36 คน จากไปก่อนวัยอันควร
หากถามคุณ ๆ ว่าอยากเป็นแบบไหนใน 100 คนนี้ ดิฉันเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคงออกมาคล้าย ๆ กันใช่ไหมคะ? เพราะคงไม่มีใครอยากลำบากตอนแก่ และเท่าที่ถามคนแถว ๆ นี้ดู หลายคนเห็นตรงกันว่า แก่ตัวไป ไม่จำเป็นต้องมีฐานะร่ำรวยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอเป็น 1 ใน 4 คนที่มีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เลี้ยงตัวเองได้ก็พอ
ดิฉันจะบอกว่า หากคุณอยากเป็น 1 ใน 4 หรือ 5 คน จาก 100 คน ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีในวัยเกษียณนั้น เป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่ค่ะ เพราะวันนี้ดิฉันจะชวนคุณมาสร้าง ?กระปุกออมสิน? เพื่อวัยเกษียณกัน เริ่มจากคุณจะต้องรู้คร่าว ๆ ก่อนว่า คุณจะต้องเก็บเงินไว้ก้อนโตเท่าไรสำหรับวัยเกษียณ อย่าลืมว่า ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยปัจจุบันยืนยาวขึ้น โดยชายไทยมีอายุเฉลี่ยถึง 74 ปี ขณะที่ผู้หญิงเรา อายุยาวกว่านิดหนึ่งค่ะ คือ อยู่ที่ 79 ปี ปัญหาที่ตามมาคือ เราจะเตรียมเงินไว้ให้พอเพียงกับจำนวนปีที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่หลังเกษียณกันอย่างไรดี
ตามทฤษฎีเค้าว่ากันว่า หากเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ จะต้องมีเงินไว้ใช้ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เราได้รับขณะที่เรายังทำงานอยู่ค่ะ อย่างเช่นสมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งใจจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี? โดยมีเงินเดือนเดือนสุดท้ายเท่ากับ 50,000? บาท นั่นแปลว่าหลังเกษียณ เธอต้องมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือนประมาณ 25,000 บาท เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ด้อยไปกว่าสมัยที่เธอยังทำงานอยู่ หากใช้ค่าอายุเฉลี่ยของเพศหญิง คือ 79 ปี มาคำนวณหาก้อนเงินที่เธอต้องมี เท่ากับเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกประมาณ 19 ปี? เมื่อลองคำนวณตามหลักมูลค่าเงินปัจจุบัน (present value) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4% (อันนี้เป็นตัวเลขคร่าว ๆ นะคะ) พบว่า ณ วันที่ผู้หญิงคนนี้เกษียณ เธอจะต้องมีเงินถึง 4 ล้านบาท (จริง ๆ แล้ว คือ 3,988,066.01 บาทค่ะ)
เป็นอย่างไรคะ คุณได้ลองใช้วิธีเดียวกันนี้ คำนวณก้อนเงินใน ?กระปุกออมสิน? ที่คุณต้องมีแล้วหรือยัง? อยากบอกเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า คุณ ๆ แต่ละคนอาจมีความจำเป็น และความต้องการในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจอยากใช้ชีวิตวัยเกษียณไปกับการท่องเที่ยว บางคนอาจมีโรคประจำตัว สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเผื่อเงินไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลมากหน่อย หรือบางคนอยากมีงานอดิเรกหรือมีกิจกรรมที่ต้องมีค่าใช้จ่ายแตกต่างนอกเหนือไปจากสูตร 50% ที่ยกมา ก็ลองปรับตัวเลขกันได้นะคะ สำหรับคุณ ๆ ที่คำนวณออกมาแล้ว ทราบว่าตัวเองจะต้องมีเงินเท่าไร ดิฉันก็อยากจะถามต่อไปว่า แล้วปัจจุบันคุณมีเงินเก็บตามนั้นหรือยังคะ???????
หากสำรวจดูแล้ว พบว่า ?กระปุกออมสิน? ของคุณยังขาดเงินอยู่อีกมาก ก็ขอแนะนำให้คุณเริ่มทบทวนการเก็บเงินของคุณตั้งแต่วันนี้ โดยมี 5 วิธีที่จะช่วยให้การเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ได้แก่? 1. ลดรายจ่ายลง 2. เพิ่มรายได้ 3. เก็บออมเงินให้มากขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลต่อเนื่องมาจาก 1 และ 2 ด้วยค่ะ) 4. เกษียณให้ช้าลง ทำงานให้นานขึ้น และ 5. หาวิธีออมเงินแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ถึงตอนนี้คุณบางคนอาจขอค้านว่า วิธีอื่น ๆ ไม่ติดใจสงสัยเท่าไร แต่วิธีเก็บออมเงินเพิ่มนี่สิ ลำพังรายได้ปัจจุบันยังใช้ไม่พอเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนเหลือมาหยอดกระปุกกันล่ะ? ดิฉันขอให้คุณมองกลับด้านอย่างนี้ค่ะว่า ให้ตั้งเป้าไว้ก่อนว่าคุณจะต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร แล้วกันเงินส่วนนั้นแยกออกมาเก็บไว้ โดยเงินส่วนที่เหลือจากเก็บถึงค่อยเป็นเงินที่คุณนำไปใช้จ่ายค่ะ
ส่วนคุณที่กำลังสงสัยว่าวิธีออมเงินแบบได้ผลตอบแทนสูงขึ้นคืออะไร? จริง ๆ แล้วสำหรับทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุน ก็มีตั้งแต่การฝากเงินกับธนาคาร การซื้อทองคำ หรือเครื่องประดับมีค่าจำพวกเพชร พลอย การซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถัดมา ก็เป็นรูปแบบของการลงทุนในตราสารทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนด้วยตัวเอง (อย่างการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หุ้นกู้ ฯลฯ ซึ่งก็มีประเด็นแยกย่อยไปอีกค่ะว่า เป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรืออยู่นอกตลาดฯ) และการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะมีบริษัทจัดการทำหน้าที่รวบรวมเงินของผู้ลงทุนรายย่อย แล้วมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทำหน้าที่บริหารกองเงินค่ะ???
ก่อนจากอยากฝากไว้ค่ะว่า สำหรับคุณที่ยังนิยมรูปแบบการออมเงินด้วยการนำเงินทั้งหมดฝากธนาคารเอาไว้ จริงอยู่ค่ะว่าที่ผ่านมาคุณมั่นใจได้ว่าเงินต้นจะไม่สูญ แต่หากคุณลองคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่คุณได้รับจากการฝากเงินแล้ว หากพบว่า อย่างหลังต่ำกว่าอย่างแรก นั่นก็คือเงินต้นของคุณในความจริงได้ลดลงค่ะ และเมื่อมองไปในอนาคตอีกไม่นานนี้ ที่จะมีสถาบันประกันเงินฝาก คราวนี้เงินต้นแบบชัวร์ ๆ ของคุณที่ฝากธนาคารไว้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนแล้วซีคะ เห็นทีคุณต้องลองมองทางเลือกการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ นอกจากเงินฝากธนาคารบ้างแล้วล่ะค่ะ นอกจากนั้น อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะคะ ตามหลักที่ว่า ?อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว? ค่ะ
คราวนี้คุณ ๆ ได้รู้วิธีสำรวจ ?กระปุกออมสิน? และรู้จักทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุนกันไปแล้ว ครั้งต่อไปมาติดตามกันค่ะว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่กำลังฮ็อตฮิตเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงคนทำงานนั้น จะเป็นตัวช่วยให้กับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณได้อย่างไรบ้าง … แล้วพบกันค่ะ
ที่มา:
คอลัมน์ หน้าต่าง ก.ล.ต.
โดย ณัฐญา นิยมานุสร
สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.
ประจำวันที่ 21 ก.ย. 47
การทำกองทุนการศึกษาให้ลูกนั้น ความสำคัญไม่ใช่จำนวนเงินที่ลูกจะได้รับเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังสร้างนิสัยการออมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว โดยบอกลูกว่า “พ่อจะเพิ่มเงินค่าขนมให้ลูกจากเดิมวันละ 20 บาทเป็น 40 บาท แต่ 20 บาท ที่เพิ่มให้นั้น ให้ลูกหยอดกระปุกออมสินไว้ทุกๆวัน พอครบเดือนได้เท่าไร? พ่อจะสมทบให้อีกเท่าตัว เอาไปฝากธนาคาร ครบปีก็จะมาเก็บเป็นกรมธรรม์กองทุนการศึกษาลูก จะได้จบปริญญาตรี โท หรือเอกต่อไป”
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นิสัยการออม และไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือฟุ่มเฟือย เมื่อเขาโตขึ้นจะเป็นเยาวชนคนดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป