
PTTAR ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เดินหน้ารีไฟแนนซ์ 3 หมื่นล้านบาทกับธนาคาร 9 แห่ง เซ็นสัญญาหมดเดือนนี้ ประหยัดดอกเบี้ยปีละ 350 ล้านบาท ไตรมาส 3 พลิกมามีกำไรอีกครั้งเหตุค่ากลั่นรวมครึ่งหลังเกิน 5.58 เหรียญต่อบาร์เรล แถมความต้องการปิโตรเคมีเริ่มฟื้นตัว
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ หรือ PTTAR เตรียมกู้เงินธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท อายุ 8-10 ปี อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 6 เดือน บวก 2.25% เพื่อเตรียมเงินไว้ชำระหนี้ที่จะครบกำหนด 2 ปีข้างหน้า (ปี 2554-2555) จำนวนมูลหนี้ 2.7 หมื่นล้านบาท
โดยคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาภายในเดือนกันยายนนี้ โดยการกู้เงินใช้รีไฟแนนซ์ เพื่อเตรียมเงินชำระหนี้ไว้ 2 ปี และยังทำให้ PTTAR ประหยัดดอกเบี้ยได้ปีละ 350 ล้านบาท สำหรับวงเงินกู้ดังกล่าว จะเป็นแบบ Revolving line ซึ่งจะทยอยเบิกจ่ายตามจำนวนเงินที่ต้องการ โดยในปี 2555 มีภาระหนี้ต้องจ่ายมากจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นหุ้นกู้สกุลเหรียญสหรัฐ 300 ล้านเหรียญ
นอกจากนี้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/53 จะพลิกกลับมาเป็นกำไร เนื่องจากค่าการกลั่นปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2/53 รวมทั้งอะโรเมติกส์อยู่ระดับที่ดี โดยมองว่าความต้องการใช้เบนซีนจะมีมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเป็นช่วงมรสุมและเข้าสู่ฤดูหนาว
นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR เปิดเผยว่า แนวโน้มค่ากลั่นรวมของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมี (GIM) ครึ่งปีหลัง จะมากกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่มี GIM ที่ 5.58 เหรียญต่อบาร์เรล เนื่องจากประเมินว่าจะมีโรงกลั่นที่มีต้นทุนสูงทั้งในสหรัฐฯและยุโรปหยุดการผลิต อีกทั้งขายกิจการออกมาส่งผลให้มีกำลังการผลิตหายไปราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับโรงกลั่นที่เกิดใหม่ทั้งในตะวันออกกลางและเอเชียที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมทั้งมองว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มโรงกลั่นที่มีต้นทุนสูงจะต้องปิดกิจการอีกเป็นจำนวนมาก โดยประเมินว่าค่าการกลั่นของธุรกิจโรงกลั่น (GRM) ในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ราว 5-5.50 เหรียญต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ประเมินว่าความต้องการสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบคือการใช้พาราไซลีน (PX) ในการผลิตจะยังสามารถขยายตัวได้ดีจากภาพรวมเศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะจากความต้องการใช้สินค้าจากจีน แม้รัฐบาลจะมีมาตรการชะลอความร้อนแรงเศรษฐกิจของประเทศ แต่มีความพยายามนำความเจริญเข้าสู่ชนบท
ขณะที่ผลิตภัณฑ์เบนซีน (Bz) ก็ยังมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งส่งผลดีต่อความต้องการของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีมีโอกาสขยายได้เร็ว
สำหรับความคืบหน้าแผนการควบรวมกิจการระหว่าง PTTAR กับ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะเสร็จทันปีนี้หรือไม่ เนื่องจากได้ชะลอแผนการควบรวมดังกล่าว เพื่อรอดูความชัดเจนกรณีด้านข้อกฎหมายของ IRPC ที่มีผู้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. แต่ยังคงยืนยันว่าจะไม่ยกเลิกแผนการควบรวมกิจการอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดีขณะนี้บริษัทได้มีความร่วมมือที่ลงทุนและมีการทำสัญญาซื้อขายแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการทำอยู่แล้ว อีกทั้งมีการศึกษาถึงแผนการลงทุนในอนาคตร่วมกัน ประกอบด้วยการพัฒนาคุณภาพน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานยูโรโฟร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับ IRPC
อนึ่ง ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ปปช. มีมติ 6 ต่อ 2 เห็นชอบชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดกรณีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TPI (ปัจจุบันคือ IRPC) โดยจะมีการส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการก่อนส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป
ทั้งนี้ หลังกรณีปัญหามาบตาพุดที่มีความชัดเจนกลุ่ม ปตท. พร้อมดำเนินการโครงการทั้งหมดตามแนวทางของศาลฯที่มีคำตัดสินออกมา สำหรับอีก 1 โครงการของกลุ่ม ปตท. ที่ยังติดปัญหาอยู่คือ โครงการของบริษัท ทีโอซีไกลคอล จำกัด นั้นขณะนี้เหลือเฉพาะขั้นตอนรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ประเมินว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ โดยก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวได้ทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) โดยกลุ่ม ปตท. มีโครงการทั้งหมดในมาบตาพุด 25 โครงการ มูลค่าการลงทุน ประมาณ 1.30 แสนล้านบาท
นายชายน้อย กล่าวต่อว่า ช่วงเดือนนี้หรือเดือนหน้าจะมีการเสนอโครงการลงทุนกรีนเจ็ทไบโอดีเซล มูลค่าการลงทุน 150-160 ล้านเหรียญ ต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณา โดยหากคณะกรรมการอนุมัติแล้วคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีในการดำเนินการต่างๆ อีกทั้งต้องจัดทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ประมาณปี 2557 ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของสายการบินที่จะต้องบินผ่านสหภาพยุโรป (EU) ในช่วง 2 ปีข้างหน้าที่มีการกำหนดเกณฑ์ว่าเครื่องบินที่บินผ่านน่านฟ้าอียูจะต้องเติมน้ำมันอากาศยานไบโอดีเซล
Read PTTARพ้นจุดต่ำสุดแล้วลุยรีไฟแนนซ์3หมื่นล้าน:ลดดอกเบี้ยปีละ350ล้าน ไตรมาส3พลิกเป็นกำไร

แบงก์ชาติในฐานะเจ้าของกองทุนฟื้นฟูฯ ออกมายืนยันถึงนโยบายการขายหุ้น “แบงก์กรุงไทย”(KTB) ว่าหากมีโอกาสเหมาะให้ขายทันที ไม่ต้องรอถึงปี’56 เร่งแก้ปมผลประโยชน์ทับซ้อน ด้านคลังเผย “กรณ์” กำชับ ธปท. ขายหุ้น KTB ออกไปก่อนบางส่วน ลดสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และจะขายออกให้หมดในอนาคต ด้านโบรกฯ ย้ำ การซื้อขายที่ 20 บาท ไม่แพง
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า การถือหุ้นในธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF นั้นถือเป็นการถือแทนกระทรวงการคลัง โดยกองทุนฟื้นฟูฯและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ถือเพียงในนาม เพราะรัฐบาลได้นำเงินมาชดเชยหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟูฯแล้ว ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลไปเมื่อช่วงปี 2545
และการที่กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าไปถือหุ้น KTB หรือสถาบันการเงินต่างๆ ที่รัฐบาลเข้าไปถือหุ้นนั้น เป็นในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ เข้าไป ถือหุ้นของธนาคารในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากการเข้าไปเพราะต้องการถือหุ้นของธนาคารนั้นๆ
ดังนั้น กองทุนฟื้นฟูฯ ควรจะขายหุ้นที่ถืออยู่ในสถาบันการเงินต่างๆ ออกไป หากมีโอกาสที่เหมาะสม เนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ในฐานะผู้ดูแลสถาบันการเงิน จึงไม่ควรจะถือหุ้นของสถาบันการเงินใดไว้ ทั้งนี้ มองว่า หน่วยงานภาครัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแข่งขันกับเอกชนโดยไม่จำเป็นด้วย
“เชื่อว่ากองทุนฯไม่น่าจะถืออะไรไว้เลย ถ้าขายได้ก็คงขาย เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่จะทำอย่างอื่น หากมีโอกาสที่เหมาะสมและกองทุนฟื้นฟูฯ ถือแค่เพียงในนามเท่านั้น เพราะรัฐบาลได้นำเงินมาชดเชยหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟูฯแล้ว และการขายหุ้นที่ถืออยู่ออกไปไม่จำเป็นจะต้องขายก่อนปิดกองทุนฟื้นฟูฯ ในปี 2556 ซึ่งการที่จะให้กองทุนฟื้นฟูฯ กำหนดตารางการขายหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ ล่วงหน้าถือเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก เพราะต้องไปคาดการณ์อนาคต” นายเกริก กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะขายหุ้นธนาคารกรุงไทยออกไปบางส่วน เพื่อลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลง ไม่ให้ธนาคารมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือต่ำกว่า 50% อย่างเช่นปัจจุบัน และในอนาคตหากมีโอกาสก็จะขายออกไปทั้งหมด ขณะที่ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นธนาคารกรุงไทยอยู่ทั้งสิ้น 55% และออมสิน รวมทั้งคลังถืออยู่จำนวนหนึ่ง
ด้านนายธนัท รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด หรือ AYS กล่าวว่า การที่แบงก์ชาติออกมายืนยันว่า กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือหุ้นสถาบันการเงินไว้ในมือ ดังนั้น กระแสข่าวการขายหุ้น KTB ออกจากมือรัฐนั้นก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก ที่สำคัญกองทุนฟื้นฟูฯก็มีแผนที่จะขายหุ้นออกจากมืออยู่แล้ว และการขายหุ้น KTB ออกจากมือของกระทรวงการคลังนั้น จะเป็นในรูปแบบใดจำเป็นต้องตามกันต่อไป แต่เชื่อว่าข่าวที่ออกมาในครั้งนี้เป็นข่าวเชิงบวกทางจิตวิทยาที่นักลงทุนต้องใช้วิจารญาณในการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐดำเนินการขายหุ้น KTB ออกไปก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวธนาคารให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น ส่วนวิธีการขายหุ้นออกไปมองว่ากองทุนฟื้นฟูฯน่าจะเปิดการประมูลให้กับผู้ที่สนใจเช่นเดียวกับกรณีขายธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หรือ BT ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB รวมไปถึงธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เป็นหลัก
ทั้งนี้ มั่นใจว่า หากกระทรวงการคลังเปิดทำการขายหุ้น KTB อย่างเป็นทางการก็เชื่อว่าน่าจะได้ราคาดีพอสมควรเช่นเดียวกับช่วงที่รัฐขายหุ้นสถาบันการเงินอื่นออกจากมือแน่นอน ดังนั้น ราคาที่จะขายออกไปที่คาดการณ์กันว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 20 บาท หรือ 1.8 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 2553 นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะอย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคงไม่ขายออกในราคาถูกอย่างแน่นอน ในส่วน AYS ยังคงแนะ ซื้อหุ้น KTB โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 15.60 บาท

ด้านนายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS กล่าวว่า กระทรวงการคลังน่าจะลดสัดส่วนการถือครองหุ้น KTB ลงมากกว่าที่จะตัดใจขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือออกทั้งหมด เพราะเชื่อว่ากระทรวงการคลังยังต้องพึ่งพาธนาคารกรุงไทยในการเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญการที่กระทรวงการคลังมีธนาคารกรุงไทยอยู่ในมือจะเป็นการช่วยคุมระบบทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้อีกทาง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีกระแสข่าวการขายหุ้น KTB จากกระทรวงการคลังหรือไม่ KS ก็ยังคงแนะนำซื้อ หุ้น KTB เช่นเดิม โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 17 บาท
Read ธปท.ยันขายกรุงไทยแก้ประโยชน์ทับซ้อน:แนะ‘ทองอุไร’รีบขายหากโอกาสเหมาะ
ดัชนีปิดที่ 926.61 จุด เพิ่มขึ้น 2.73 จุด หรือ 0.30 % แตะระดับสูงสุดที่ 931.97 จุด และระดับต่ำสุด 923.87 จุด มูลค่าการซื้อขาย 19,349 ล้านบาท
Read
บลจ.ทิสโก้ จับจังหวะช่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ลุยเพิ่มทุน”กองทุนเปิดทิสโก้ ออยล์ ฟันด์”อีก 1,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 หลังกระแสตอบรับนักลงทุนดีเกินคาด พร้อมรองรับดีมานด์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
Read
นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้สดใส มีโอกาสกลับมาปรับตัวในแดนบวกตามตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งดาวโจนส์และเอเชีย และยังเชื่อว่าต่างชาติจะกลับมาลงทุนสร้างความคึกคัก นายเตชธร ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายหลักทรัพย์และบริหารตราสารอนุพันธ์ บล.เอเชียพลัส จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในเช้านี้มีโอกาสกลับมาดีดตัวในแดนบวก เนื่องจากได้รับแรงบวกจากตลาดหุ้นสหรัฐที่ทางการกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียที่กลับมาบวก จากก่อนหน้าที่ตลาดหุ้นไทยปรับฐานมาในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ที่เกิดจากนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่เป็นในลักษณะการขายทำกำไรตามปกติ ทั้งนี้ มองว่าการกลับเข้ามาลงทุนในวันนี้จะได้รับแรงหนุนจากแรงขับเคลื่อน fund flow ต่างชาติ และการกลับมามีแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่บางตัว อย่าง PTT PTTCH TOP และในกลุ่มแบงก์ อย่าง KTB TCAP รวมทั้งแรงซื้อเก็งกำไรกลุ่มหลักทรัพย์บ้างตัว หนุนตลาดปรับตัวขึ้นในแดนบวก อย่างไรก็ตาม ปัจ
Read
ทองราคาลง150บาท ทองแท่งขายออกบาทละ 18,350 รูปพรรณ18,750
Read
หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกตามตลาดต่างประเทศขึ้นสู.สุด931.97จุด จากแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่
Read
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ลึก กว้าง ไกล ได้ประเด็นแซ่ด ฉบับวันพฤหัสบดีที่9 ก.ย. 2553
Read
สัญญาทองคำตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง
Read