Currently Browsing: ความรู้ทั่วไป
10 เรื่องเสี่ยง ต้องระวังปีเสือดุ

เพราะในปี 2010 เป็นปีที่กูรูการเงินหลายคนลงความเห็นว่ายังเป็นปีที่ลงทุน “ไม่ง่าย” เพราะปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ยังคงอยู่รายรอบตัว

ลองดูว่า ในทัศนะของคนในแวดวงบริษัทจัดการกองทุน พวกเขามองว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับการลงทุนในปี 2010

“บุญชัย เกียรติธนาวิทย์” กรรมการผู้จัดการ  บลจ.ธนชาต  มองว่า  ปี 2009 ที่ผ่านมานับว่า เป็นปีที่หักปากกาเซียนและผู้รู้หลายๆ ท่าน อย่างสิ้นเชิง หากจะย้อนกลับไปตอนปลายปี 2008 หรือต้นปี 2009 หลายๆ ท่าน คงมองภาพการลงทุนในตลาดทุนไม่ดี อันเป็นผลมาจากวิกฤติซับไพร์มอาละวาด จนเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่โลกการลงทุนกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตลาดหุ้นทุกตลาดทั่วโลก พร้อมใจกันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะตลาดหุ้นทางเอเชียที่บางตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบใกล้เคียงใน ระดับก่อนวิกฤติเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่าง เช่นน้ำมัน และทองคำ ก็ทะยานเหนือความคาดหมายอย่างมากในปี 2009 เช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้น ในปี 2010 อันดับแรก ก็ต้องระมัดระวังการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะในปี 2009 ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว โอกาสที่ในปี 2010 จะเพิ่มในระดับเดียวกับปี 2009 นั้นคงเป็นไปได้ยาก  ยิ่งผลตอบแทนที่ผ่านมาในปี 2009 ได้นับรวมความคาดหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเข้าไปด้วยแล้ว โอกาสที่ปี 2010 จะทำให้ผู้ลงทุนผิดหวังหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวในระดับอย่างที่คิด ก็ไม่ไกลเกินความเป็นจริงไปเลย  ผมคิดว่าประเทศไทย เป็นประเทศเล็กและมีเศรษฐกิจแบบเปิดกล่าวคือ พึ่งพิงการส่งออกหรือการหารายได้เข้าประเทศเป็นหลัก  ดังนั้น การติดตามปัจจัยจากต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องให้ความสนใจ เป็นพิเศษ”

“ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน บลจ.อยุธยา  หากมองไปข้างหน้า ปี 2553 นับได้ว่าเป็นอีกปีที่มีความท้าทายไม่แพ้ปี 2552 เช่นกัน โดยแม้ว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ได้เริ่มปรับตัวดีขึ้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2553 การลงทุนในปีเสือที่จะถึงนี้ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ

ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส ให้ความเห็นว่า ปัจจัยที่นักลงทุนควรคำนึงถึง และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด สำหรับการลงทุนในปีหน้ามีหลายประเด็นด้วยกัน สำหรับ บลจ.แอสเซท พลัส มองว่ามี 5 ปัจจัยที่ควรติดตาม ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะการลงทุนหลังจากรัฐบาลถอนสภาพคล่องออกจากระบบ  นโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศ ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้ สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้

Oเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงหรือไม่

ลดาวรรณมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดปัจจัยแรก โดยมีเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นศูนย์กลางในการติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของโลกในภาพรวม  เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ สะท้อนจากเหตุการณ์วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐในปี 2551 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก  การติดตามดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจสหรัฐ จึงเป็นสิ่งที่นักเศรษฐกิจให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ

โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานในสหรัฐ ได้ทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 26 ปี อยู่ที่ 10.2% ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดที่ 10.5% ในปี 2553 ซึ่งหากอัตราว่างงานในสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และส่งผลโดยตรงกับภาคการบริโภคที่จะลดลง ซึ่งเมื่อสหรัฐเป็นศูนย์กลางการบริโภคของโลกการที่ความต้องการของภาคการ บริโภคลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะมีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ  และมีความผันผวนพอสมควร ทั้งนี้ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2553 ว่าจะขยายตัว 3.1% โดยมีเศรษฐกิจจีนและอินเดียเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะมาจากภาคสถาบันการเงินที่ได้รับความช่วยเหลือให้มีความแข็ง แกร่งขึ้น และผลด้านบวกจากการใช้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บุญชัยบอกว่า ความเสี่ยงอันแรกๆ สำหรับในปี 2010 ที่ต้องเฝ้าติดตาม ก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังกันหรือไม่ เอกชนสามารถเดินเครื่องได้แล้วหรือยัง หมายความว่า มีการขยายกำลังการผลิต มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานลดลง ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อเพิ่มขึ้น ประเทศพัฒนาแล้วมีความชัดเจนว่าฟื้นตัวแล้ว เหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นอันดับแรกในปี 2010 ที่จะมาถึงนี้

ขณะที่ “รพี สุจริตกุล” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แต่ภาวะการว่างงานในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 10% ขณะที่ภาคการธนาคารในหลายประเทศ ยังมีความระมัดระวัง และ ไม่พร้อมจะขยายสินเชื่อ ทำให้ภาคการผลิต กิจการขนาดเล็กยังคงอยู่ในความลำบาก ขณะเดียวกันการบริโภคที่ยังไม่แข็งแกร่ง จะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง หากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ไม่สามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง  ขณะที่ปัจจุบันภาระหนี้ของภาครัฐหลายประเทศ เริ่มสูงขึ้น จนบริษัทเรทติ้งส่งสัญญาณเตือน

ด้าน “วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง ตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจโลก พ้นอันตรายไปแล้วจริงหรือไม่?? นั่นเพราะวรวรรณมองว่าปี 2552 หุ้นในเอเชียขึ้นจากกระแสเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ เพราะจีนเป็นแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงดูดเม็ดเงินที่ถอนออกจากตลาดทุนอเมริกันและ ยุโรป  หุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสเม็ดเงินไหลเข้าด้วยทำให้ SET Index ขึ้นไปเกือบ 60% ซึ่งในปี 2552 จึงอยู่ที่โลกสามารถถอยออกจาก The Great Recession ได้  แต่ ปี 2553 จะโฟกัสไปในประเด็นที่ว่าโลกฟื้นแล้วจริงหรือไม่  โดยความเสี่ยงในฐานะการเงินของประเทศต่างๆ และความเสี่ยงจากเงินเฟ้อจะสูงขึ้น

มีกรณีวิกฤติหนี้ของ Dubai World เป็นจุดเริ่มต้น แม้จะเป็นกรณีเล็กๆ  แต่เป็นการเริ่มสะท้อนถึงอาการไข้ไม่หายขาดใน Global Financial Market ประกอบกับกรณีอื่นๆ ในตลาดนานาชาติ  เช่น เวียดนามลดค่าเงินอย่างกะทันหัน และการพุ่งขึ้นสูงของ Greek sovereign spreads  ความสนใจของตลาดจึงจะพุ่งไปที่ความเปราะบางอื่นๆ ของการฟื้นตัวใน Global Financial System  หากมีกรณีเพิ่มขึ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ความเสี่ยงทางการเงินของโลกจึงกำลังถูกทดสอบอีกครั้ง

ประภาสให้ความเห็นว่า  แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ มีสัญญาณที่แสดงถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอัตราการว่างงานกลับพุ่งสูงขึ้น โดยไปอยู่สูงถึง 10.2% ของประชากร ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 26 ปี ก่อนที่จะลดลงเหลือ 10.0% ในเดือนพฤศจิกายน โดยหากอัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจสหรัฐ อาจไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดหวัง

Oสภาพคล่องหลังทุก ปท.ถอนความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ลดาวรรณยังมองไปที่ประเด็น การถอนความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลต่างๆ (Exit Strategy) จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเกิดจากพึ่งพาเงินทุนสนับ สนุนจากภาครัฐ ดังนั้นในส่วนของการถอนสภาพคล่องจากระบบของรัฐบาลต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญและควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 2553 คาดว่า รัฐบาลยุโรปจะมีการถอนสภาพคล่องออกจากระบบ และในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลสหรัฐ น่าจะมีการถอนสภาพคล่องออกจากระบบเช่นกัน ซึ่งการถอนสภาพคล่องในกลุ่มประเทศทั้งสองนี้

นอกจากนี้ การถอนสภาพคล่องกลับคืนดังกล่าวจะส่งผลให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหลกลับไปยัง ตะวันตก จึงน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 คาดว่า น่าจะเห็นดัชนีอ่อนตัวลงบ้างหลังจากดัชนีปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่ง ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะต่อการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น เอเชีย ซึ่งคาดว่าจะเป็นภูมิภาคที่เป็นแรงผลักดันของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ในการลงทุน ควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโต มีผลตอบแทนและจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2553 จะเห็นการฟื้นตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น

บุญชัยให้ทัศนะว่า การจัดการกับสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างมากมายของแต่ละประเทศ ซึ่งเกิดจากการเข้าแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา และรัฐบาลทุกประเทศอัดฉีดงบประมาณอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะ อเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป

หากรัฐบาลดำเนินการจัดการสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความยั่งยืนขึ้น เพราะในปัจจุบันทุกคนต่างจับจ้องว่า หากรัฐบาลในแต่ละประเทศยังอัดฉีดเงินเข้าระบบ โดยไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะจัดการกับเงินงบประมาณเหล่านี้อย่างไรในอนาคต ค่าเงินของประเทศเหล่านั้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มอ่อนค่าลง และเป็นโอกาสให้การลงทุนทางเลือกอื่นๆ เช่น โภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

เรื่องสภาพคล่องนั้น รพีเห็นว่าสภาพคล่องที่ท่วมโลก จากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทำให้มีเงินไหลเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นจำนวนมาก  สินค้าหลายอย่าง เช่น ทอง น้ำมัน ทองแดง มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากราคาปรับขึ้นสูงเร็วเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจกิจมีเงินเฟ้อสูง ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องผ่อนคลายการกระตุ้นเศรษฐกิจลง หรือ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยก่อนภาคเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างแข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแรงกลับชะลอตัวลงอีกครั้ง ซึ่งความเสี่ยงที่ตามมาคือผลกระทบในทางลบต่อภาคการส่งออกของไทย

วรวรรณมองว่า โลกจะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลต้องถอนการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายและกระตุ้น เศรษฐกิจที่ทุ่มเทลงไปอย่างมหาศาล ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีหน้า  และตลาดพันธบัตรจะกระทบก่อนเป็นตลาดแรก    Dubai Debt Crisis     แม้จะเป็นเคสเล็กๆ  แต่เป็นการเริ่มสะท้อนถึงอาการไข้ไม่หายขาดใน Global Financial Market  ประกอบกับกรณีอื่นๆ ในตลาดนานาชาติ  เช่น เวียดนามลดค่าเงินอย่างกะทันหัน  และการพุ่งขึ้นสูงของ Greek sovereign spreads จะดึงความสนใจของตลาดไปที่ความเปราะบางอื่นๆ ของการฟื้นตัวใน Global Financial System  หากมีกรณีเพิ่มขึ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่

ดังนั้น แม้ว่า ธปท. จะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากสัญญาณบ่งชี้หลายด้าน ที่เริ่มดีขึ้น  จนทำให้ ธปท. มั่นใจว่าสิ้นปีนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมจะติดลบไม่เกิน 3.5% และจะขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 นั้น  เรามองว่า ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของภาค การส่งออกของไทยในปีหน้า และจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผันผวนมากขึ้น

Oนโยบายดอกเบี้ยของแต่ละประเทศ

ลดาวรรณให้ทัศนะว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศคาดว่าจะ ไม่ปรับขึ้นมาก และน่าจะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบยังมีอยู่มาก โดยในสหรัฐซึ่งตลาดได้คาดการณ์ว่าเฟดจะขยับดอกเบี้ยขึ้นในปีหน้าเพียง 0.25% หรือ 0.50% ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่จะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำไปอีกระยะ

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาจังหวะที่เหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย ทั้งในส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึง แนวโน้มนโยบายการเงินของ FED เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างประเทศที่จะไหลเข้ามามาก

แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรจับตามองในการลงทุน เพราะหากมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้น ผู้ลงทุนควรลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 1 ปี เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อตลาดมีการปรับอัตราดอกเบี้ยใน อนาคต หรืออาจปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ลง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น ทองคำ และน้ำมัน เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

ในประเด็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยนั้น  รพีให้ความเห็นว่า ราคาน้ำมันนอกจากมีผลต่อเงินเฟ้อระดับโลกแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในประเทศไทยด้วย  จึงมีผลกระทบคล้ายการที่สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว จะประสบปัญหาชะลอตัวอีกครั้งไปด้วย

เรื่องนี้ วรวรรณเห็นว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยกลางปี หรือ ในไตรมาส 3 ปีหน้า  ส่วนนี้สามารถทำให้เงินย้ายจากตลาด Risky Asset ไปยังตลาดบอนด์ได้  หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีจนเกิดเงินเฟ้อ  ทำให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนใน Risky Assets มีการย้ายเงินมาลงทุนในตลาดบอนด์หรือ Money market   ในประเทศไทย   กระทรวงการคลัง ยังเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์มูลค่า 50,000 ล้านบาท อายุ 5-7 ปี โดยเสนอผลตอบแทนที่ประมาณ 4%   ในช่วงไตรมาสหน้า  และ ธ.ก.ส.ก็เตรียมออกบัตรเพิ่มทรัพย์ อายุ 3 ปี วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อขายให้ประชาชนระดับรากหญ้า ในเดือน ก.พ.2553 อีกด้วย   เมื่อมีการแข่งขันกันระดมเงินจากประชาชนทั้งภาครัฐ  กับสถาบันการเงินที่ต้องการเงินไปปล่อยสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยจะต้องจูงใจพอ

ภาวะเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจช่วงฟื้นตัว  ประภาสมองว่าเมื่อคนเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง สินค้าเกษตร อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้ปรับตัวลดลง หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาก ธนาคารกลางอาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่เติบโตอย่าง ที่คาด เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจลดลง

Oปัญหาการขาดดุลงบประมาณ

สำหรับการใช้นโยบายขาดดุลของรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ  ส่งผลให้ การลงทุนเพิ่มขึ้นทำให้ระดับรายได้ และการจ้างงานสูงขึ้นจึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่มีการใช้งบประมาณขาดดุลในสัดส่วนที่สูงมาก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้มีการใช้งบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการแบบขาดดุลต้องมีความระมัดระวัง เพราะเป็นการเพิ่มหนี้สินภาครัฐอย่างหนึ่ง ซึ่งหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่เป็นไปตามคาดจะเป็นการเพิ่มภาระทางการคลังของรัฐบาลมากกว่าที่ได้ประเมิน ไว้ ส่วนรัฐบาลไทย แม้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้แต่รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มกรอบการใช้จ่ายสำหรับ โครงการเมกะโปรเจค ฐานะการคลังของรัฐบาลไทย ก็คงจะมีทั้งขนาดของการขาดดุล และระยะเวลาของการขาดดุล ที่มากกว่าประมาณไว้

นอกจากนี้ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ในที่สุดจะเป็นตัวลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งความเสี่ยงของการล่ม สลายทางการเงิน

Oการฟื้นตัวของ ศก.แถบเอเชีย

ประเด็นที่บุญชัยมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องดูต่อไปก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแถบเอเชีย  โดยมี จีน เป็นพี่เบิ้ม ก็ต้องติดตามว่า จะยั่งยืนไหมและจีนสามารถแสดงศักยภาพ ในการเป็นเสาหลักของการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Countries) ได้หรือไม่ ต้องไม่ลืมว่า ในปีที่ผ่าน ผู้ลงทุนต่างคาดหวังว่า เศรษฐกิจของประเทศ Emerging จะสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่า และเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก โดยมีจีน เป็นความหวังหลัก ราคาหุ้นของตลาดหลักๆ ทั่วโลกต่างก็คาดหวังไปในทิศทางนี้กันทั้งหมด ดังนั้น หากมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่า ไม่ได้เป็นในแนวทางนี้ โอกาสปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Oหนี้เสียของสถาบันการเงิน

ปัจจัยต่อมา ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่ได้กล่าวถึงกันนัก แต่บุญชัยมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญและเป็นรากฐานของวิกฤติ เศรษฐกิจในปี 2008 นั่นก็คือ หนี้เสียของสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ หากไม่มีความชัดเจนว่าสถาบันการเงินได้แก้ไขปัญหานี้ หรือปัญหาได้ทุเลาไปในระดับหนึ่ง โอกาสที่เราจะเห็นสถาบันการเงินให้กู้แก่ภาคเอกชน อีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้ยากยิ่ง และโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ยากลำบากขึ้นเช่นกัน

“ผมอยากจะเพิ่มประเด็นความเสี่ยงอีกอันหนึ่ง ที่แม้จะไม่สำคัญในปัจจุบัน แต่ดูเหมือนมีการพูดกันมากขึ้น ก็คือ ความเป็นไปได้ของการกีดกันการค้าระหว่างกันในอนาคต เรื่องนี้ มีสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มหยิบยกมาพูดกันมากขึ้น รวมทั้งมาตรการที่เข้มงวดขึ้นจากภาครัฐในการกำกับสถาบันการเงิน ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”

Oความไม่แน่นอนทางการเมือง

เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศนั้น ก็ยังคงมีอยู่เป็นเนื่องๆ ทั้งปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชา และปัญหาความขัดแย้งของขั้วการเมืองที่แบ่งแยกเป็นเสื้อสีต่างๆ ซึ่งหากมีการจัดชุมนุมยืดเยื้อ หรือมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ย่อมมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ หรือต่างประเทศ หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขหรือมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จะฉุดความเชื่อมั่นของภาคการลงทุน และการท่องเที่ยว และส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

ลดาวรรณฝากทิ้งท้ายว่า นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาทั้ง 5 ปัจจัยแล้ว นักลงทุนยังคงต้องติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจ และการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก อาจมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และส่งผลกระทบต่อตลาด เช่น การขอเลื่อนชำระหนี้ของดูไบเวิลด์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ส่งผลต่อสถาบันการเงินในยุโรปพอสมควร ดังนั้น ขอให้นักลงทุนทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในปีเสือดุที่กำลังใกล้จะ มาถึงนี้

รพียังมองว่า ภาวะการเมืองในประเทศ หากมีผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล ก็จะทำให้กระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจกิจ ไม่ต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว เกิดการชะลอตัวอีกครั้ง

วรวรรณเสริมว่า ความเสี่ยงเฉพาะของไทยคือ การไม่สามารถคาดหวังความสงบสุขจากปัญหาการเมืองในประเทศได้  ซึ่งน่าจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน

ขณะที่ประภาสมองว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามว่าจะมีทางออกหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญๆ ในปี 2553 ได้แก่ การตัดสินคดียึดทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาทของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะมีพิจารณาคดีนี้ภายในเดือนมกราคมปีหน้า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง นับเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม ว่าจะบานปลายไปถึงการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารงาน และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ

Oกรณีมาบตาพุด

สำหรับในประเทศไทย บุญชัยมองว่าปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องมาบตาพุด การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากการที่ภาคเอกชน สามารถแสดงให้เห็นว่า ฟื้นตัวแล้ว และปัจจัยปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ตลาดทุนของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ถูกลดบทบาทในสายตาของต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ   ปัญหาความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศ รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล

ปัจจุบัน โลกเชื่อมกันอย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้น ผู้ลงทุนก็คงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารบ่อยขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์ข่าวสารเหล่านั้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น จึงจะมีโอกาสไม่พลาดพลั้งในการลงทุนในปี 2010

วรวรรณให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า มาบตาพุดเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด   เพราะผลกระทบอาจจะรุนแรงจนเกิดความเสียหายที่ขยายวงกว้างเกินเม็ดเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท  เนื่องจากอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมฯ เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จึงสามารถทำให้เกิดการชะงักงันได้ทั้งหมด  และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจนถึงกับย้ายฐานการผลิต ไปลงทุนในประเทศอื่นได้

ประภาสบอกว่า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 หรือกรณีล่าสุดที่ 65 โครงการ จากทั้งหมด 76 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถูกระงับ นับเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยความกังวลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน และการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ

Oโรคหวัดและภัยธรรมชาติ

รพีมองว่าประเด็นเกี่ยวกับภาวะโรคร้อนและภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวไทย

Oการปรับฐานของหุ้น

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่วรวรรณบอกคือ ครึ่งแรกของปี 2553  หุ้นอาจจะปรับฐานลงเพราะขึ้นไปมากและรวดเร็วแล้วในปี 2552  นักลงทุนจึงจะเริ่มระมัดระวังการลงทุนใน Risk Assets มากขึ้น   โดยต้องการผลตอบแทนที่สูงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น  และหากหุ้นโลก  หุ้นสหรัฐ  ตกลง  เอเชีย และตลาดเกิดใหม่จะลงด้วย  ยังไม่มีสัญญาณของ Decoupling ที่ชัดเจน

Oภาวะฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์

ประภาสมองว่า ราคาสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปี 2552 จากสภาพคล่องในระบบที่อยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมานั้น ได้ปรับสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น และอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกหรือไม่

ความเสี่ยงยังอยู่รายรอบตัว ปี 2553 ที่หลายคนมองว่าหายใจหายคอได้สะดวกขึ้น  ก็อาจกลายเป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับการลงทุน

เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)

เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)
รัฐพร คำหอม

ช่วง นี้หันไปทางไหนจะหยิบจะจับอะไร คิดแล้วคิดอีก เพราะว่าราคาข้าวของปรับขึ้นไปหมด ของกิน ของใช้ เฮ้อ…มนุษย์เงินเดือนคงมีชะตาไม่ได้ต่างกันมากนัก ในยุคข้าว (หา) ยาก เพราะจะซื้อแต่ละที ก็ต้องจำกัดจำเขี่ยได้คนละไม่กี่ถุง ราคาข้าวถุง 5 กิโลกรัม

ที่เคยเห็นทำโปรโมชัน แข่งราคากัน 89 บาท 99 บาท หายไปไหนหมด (หว่า) โน่นแน่ะ ราคาพุ่งขึ้นไปถึงละ 200 บาท เดินหยิบพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีข้าวลดราคาซ่อนอยู่ตรงไหนเลย…

ส่วนหมาก (อ้อ ยุคนี้ไม่ค่อยมีใครรับประทานหมากแล้ว แต่สำนวนสุภาษิต ข้าวยากหมากแพง ปล่อยให้เป็นความงดงามของภาษาต่อไป อย่าไปหัวหมุนเลยดีกว่า กับผู้ชายจะหน้าตัวผู้ หรือหน้าตัวเมีย อ้าวๆๆ คนละเรื่อง) ส่วนหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ นม เรียกได้ว่าของกินแทบทุกอย่าง ดาหน้าปรับราคาขึ้นกันไปทั้งนั้น แต่เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน นี่ซิ จะขึ้นแต่ละครั้ง “ตึ๋งหนืด มั่กๆ” แถมยังอยู่ในภาวะเรียกร้องอะไรมากก็จะไม่งาม เพราะอาจถูกเลิกจ้างได้ แป่ว!

ก็ ดูพาดหัวข่าวใหญ่ของโพสต์ทูเดย์เอง เมื่อฉบับวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. “คนงานสะอื้น..! ขึ้นค่าแรง 8 สลึง” โอ้ว 8 สลึง ทำใจลำบากจริงๆ จะจัดสรรการใช้เงินอย่างไรดี ได้แต่ปลอบด้วยบทกลอนที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เพราะนี่ดีกว่าบทกลอน ก็…มีแปดสลึงบรรจบครบได้สองบาท เฮ้อ…(อีกที) เห็นใจกับผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำ

แต่จะว่าไปแล้วต่อให้ผู้ที่อาจมี รายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำ แต่สภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ณ ปี 2551 ที่ราคาน้ำมันก็พุ่ง ข้าว อาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงกันหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานซึ่งมีความรู้ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็ได้รับผลกระทบไม่ได้น้อยหน้า จากการที่ได้ไปพูดคุยกับหลายๆ คน เพื่อต้องการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันว่ายุคนี้ วันๆ ใช้เงินกันอยู่วันละเท่าไหร่


ที่พักใกล้ทำงานคือโชคดีของยุคนี้

ปฏิพัทธ์ ตันกลาง หนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่เพิ่งสัมผัสกับชีวิตทำงานหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละวันตกอยู่ที่ 100 บาท เมื่อออกมาทำงาน ค่ารถไปกลับที่พักกับที่ทำงานตายตัวอยู่ที่วันละ 30 บาท ปฏิพัทธ์หรือโป้บอกว่า เป็นเรื่องโชคดีจริงๆ ที่เลือกที่พักใกล้กับที่ทำงาน เดินทางขึ้นรถประจำทางปรับอากาศต่อเดียวถึง จากที่พักย่านลาดพร้าว 18 ไปทำงานที่ลาดพร้าว 101/3

“เพื่อนผมบางคน นอกจากรถเมล์ต่อเดียวไม่ถึงแล้ว ยังต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถบีทีเอสอีก ก็โดนกันไปหลาย ส่วนค่าอาหารของผมนั้น มื้อกลางวันเดี๋ยวนี้จะแกว่งๆ อยู่ช่วง 50-70 บาท ก็จะมีข้าว น้ำ ขนม เพราะน้ำแข็งเปล่าจากที่เคยฟรีก็คิดราคากันหมดแล้ว ข้าวราดแกงถึงเขาจะไม่ได้ลดปริมาณลง แต่ก็ได้ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงนั้นที่ผมเห็นก็จะเป็นในส่วนราชการ หรือการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าได้มีการปรับฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยรวมถึงผู้ที่ทำงานภาคเอกชนด้วย ก็น่าจะดี”

เมื่อถามว่า ถ้าให้ขออะไรก็ได้ อยากจะขออะไร หนุ่มน้อยคนนี้ไม่มีลังเล คำตอบที่ออกมาทันที คือ อยากเห็นประเทศไทยมีความสมานฉันท์ คนไทยมีความสุขและสันติ อยู่ดีกินดีและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองของชาติ ตลอดไป


ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม

มาถึงอีกหนึ่งสาว เจี๊ยบ-ประไพจิตร โภชน์พันธ์ ข้าราชการระดับ 5 ของกระทรวงใหญ่แห่งหนึ่ง เธอบอกกับเราว่า ใช้เงินแต่ละวันตอนนี้อยู่ที่ 80-100 บาท จากเดิมที่จะใช้ 150 บาท ทำให้สงสัยและได้ถามเธอออกไปว่า มีภาระอะไรเพิ่มขึ้น หรือถูกตัดเงินเดือนหรือเปล่า เธอรีบบอกว่า “ไม่ใช่” แต่เป็นการลดใช้เงินด้วยตัวของตัวเอง เพราะเห็นสภาพเศรษฐกิจแล้ว จึงพิจารณาการใช้เงินของตัวเอง (ดีกว่ารอพึ่งใคร เราคิดต่อให้เอง อิอิ) ให้มากขึ้น

“เดิมนั้นเจี๊ยบได้แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง ของตัวเองมาแล้ว ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำมันเริ่มขึ้นราคาแรกๆ เลยจากลิตรละ 25 บาท ด้วยการย้ายที่พักให้มาอยู่ใกล้กับกระทรวง เจี๊ยบเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อได้บรรจุในกรุงเทพฯ ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ ซึ่งก็ทำให้เป็นผลดีถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่ต้องเสียค่ารถ เพราะที่พักอยู่ใกล้ เดิมนั้นถ้ากลับบ้านดึกๆ ไม่ใช่แค่เสียค่ารถเมล์ ต้องใช้บริการแท็กซี่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นไป เห็นว่าไม่ไหวแล้ว ย้ายที่พักดีกว่า แล้วก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ เราได้เซฟร่างกาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง”

สำหรับเรื่องการรับประทานอาหารใน ปัจจุบัน ประไพจิตร บอกว่า ต้องคิดไม่ต่างกับเรื่องที่พัก เดิมนั้นรับประทานอาหารหลักแล้ว ก็ต้องมีกาแฟเย็นซึ่งราคาอยู่ที่แก้วละ 15 บาท ผลไม้ซื้อมื้อละ 2 ชนิด เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ เธอเลิกดื่มกาแฟเย็นไปแล้ว ถ้าคิดอยากดื่มกาแฟขึ้นมา ก็จะซื้อหาพวกกาแฟซอง ซองละ 5 บาท มาชงดื่มเอง ผลไม้ก็เหลือเพียง 1 ชนิด เพราะได้มาลองคิดดูแล้วว่า บางครั้งซื้อมาด้วยเพียงเพราะความอยาก แต่พอรับประทานจริงก็รับประทานไม่หมด

“จะ คิดเยอะขึ้นค่ะ เมื่อก่อนอยากรับประทานอะไรก็ซื้อๆ ซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมดก็มี แต่หลังจากเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นมาจนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เลยต้องคิดเรื่องการใช้จ่าย การกิน การอยู่ อย่างการสั่งข้าวรับประทานเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกับข้าวเอง ทุกมื้อก็จะพึ่งร้านอาหารค่ะ ก็จะบอกตัวเองวันไหนพออดได้ก็อด เช่น จะไม่สั่งไข่ดาว ข้าวกะเพราเฉยๆ ก็จะไม่พิเศษ เป็นคนธรรมดาก็ได้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งที่รู้เลยว่า พฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนไป คือ จะรับประทานข้าวหมดจาน เมื่อก่อนยังมีเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้หมดเรียบ อาจเพราะเขาให้น้อยด้วยก็ได้ (หัวเราะ)”

สิ่งที่ประไพจิตรอยากขอ ถ้าเผื่อให้ขอได้ก็คือ อยากให้สวัสดิการราชการดีขึ้น เพราะเมื่อมีนโยบายสั่งลงมาว่าอยากให้เป็นเหมือนเอกชน แต่คนไม่เพิ่ม เงินไม่เพิ่มจะให้ทำอย่างไร อยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อได้รับบรรจุมักไม่ใช่จังหวัดที่ตัวเองเกิด ก็ต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นมา

“จะมาให้กู้เหรอ ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเราก็ไม่อยากกู้ ถึงจะดอกเบี้ยน้อยก็เถอะ เพราะโอกาสหนี้ท่วมหัวมีอยู่สูง” ประไพจิตรบอกทิ้งท้าย


จ่ายแต่ละทีต้องมีความรอบคอบ

ตัว อย่างของปฏิพัทธ์และประไพจิตร คงตรงกับคนทำงานหลายๆ คน ที่ถือว่าอยู่ในวัยเริ่มต้นไต่เต้า อายุงาน และตำแหน่งไม่ได้สูงมากนัก การคิดให้มากขึ้นในเรื่องการใช้จ่ายจึงมีเป็นธรรมดา

แต่ว่าเดี๋ยว ก่อน…เฉพาะคนที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน ยศตำแหน่ง ไม่สูงเท่านั้นหรือที่เขาจะคิดกันมาก ลองไปฟังความคิดเห็นของอีกหนึ่งสาว ถึงการใช้จ่ายในปัจจุบัน

ดร.ปัญญลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ วัย 32 ปี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น มาบอกเล่าถึงการใช้จ่ายในปัจจุบันให้ฟังว่า ถ้าเป็นวันทำงานจะใช้เงินน้อยมาก ไม่เกิน 400 บาท เริ่มต้นจากขับรถจากบ้านมาที่ทำงาน ซึ่งโชคดีมากที่บ้านไม่ไกลจากที่ทำงาน อยู่ในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริษัทที่มีกาแฟจัดให้ดื่มอยู่แล้วก็ตัดไปได้เรื่องหนึ่ง พอมาถึงมื้อกลางวัน ส่วนใหญ่ออกไปรับประทานร้านอาหารในละแวกบริษัทนั่นเอง 1 มื้อก็ตกอยู่ราว 150 บาท ตอนบ่ายมีขนมดื่มคู่กับน้ำชาเสียหน่อย ก็จะเสียค่าขนมอีก 30-40 บาท ตกเย็นสบายหน่อยมีคุณแม่เป็นที่พึ่ง รับประทานข้าวบ้านสบายใจกว่ากันเยอะ แต่ถ้ามีนัดต้องไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนๆ วันนั้นค่าใช้จ่ายก็อาจจะเพิ่มมากอีก 300-400 บาท

“ที่จะเป็นค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของส่วนตัว วันทำงานก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรมาก แต่ถ้าวันหยุดก็อาจไปช็อปปิ้ง โดยเรื่องอาหารการกินนั้น อย่างไรก็ไม่ยอมอดแน่นอน แต่จะไปใช้วิธีคิดมากขึ้น ทั้งคิดมากและยั้งคิดค่ะ ว่าสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นๆ เรายังไม่จำเป็น ของแต่งตัวถึงแม้อยากได้แต่ยังไม่ซื้อดีกว่า เพราะสถานการณ์ค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ค่าน้ำมันขึ้นมา 20-30% ไม่มีใครบอกได้ด้วยว่าจะหยุดอยู่แค่นี้หรือเปล่า ก็เลยจะคิดเวลาจะซื้ออะไรแต่ละอย่าง บางทีของส่วนตัวที่ไม่ได้จำเป็น หรือของที่อยากได้แต่มันฟุ่มเฟือยตัดไปเลย แต่ยังมีของจำเป็นพวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เพราะก็เกี่ยวเนื่องกับการทำงานด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ตัด คือ เรื่องการทำบุญ ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง (บ้านเธออยู่ชานเมือง) ก็จะมาทำบุญบริจาคโลงศพ”

สิ่งที่ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นก็คงเหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ คือ อยากให้บ้านเมืองสงบ แล้วขอให้รัฐบาลตั้งใจจริงในการทำงาน เพราะมีผลอย่างมากกับการดำรงชีวิตของประชาชน บางคนอาจไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไร นักการเมืองอยากทะเลาะก็ทะเลาะกันไปซิ แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวที่เขาจะบริหารประเทศ หรือกำหนดเป็นนโยบายอย่างไร เพื่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

เห็นอย่างนี้แล้ว คงเป็นแนวทางสรุปการปรับตัวในยุคข้าวของแพงกันได้บ้างแล้ว วิธีการรับมือของแต่ละคนเป็นพื้นฐานที่ใครก็ใช้ได้ เพราะขณะนี้ไม่ว่าคนระดับไหนก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ดังนั้น มาสร้างพลังร่วมกันกับสิ่งที่ ปฏิพัทธ์ ประไพจิตร และ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นกันดีไหมคะ… ความสุขสงบของบ้านเมือง ความตั้งใจบริหารงานของรัฐบาล ความสมานฉันท์ ความอยู่ดีกินดี อยู่ที่ไหน? ประชาชนเขาจะเดินหน้าหากันแล้วนะ อย่ามัวแต่…มิได้นำพา

สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย

สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย

http://www.kasikornbank.com/imagelink/KOC/EDM-LTF-3-reward.jpg

พันธบัตรรัฐบาลคืออะไร

พันธบัตรรัฐบาลคือตราสารที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้ถือเมื่อครบกำหนดหรือจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆแล้วแต่จะตกลงกัน รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนและ ผู้ซื้อพันธบัตรจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลตามกฎหมาย

การกู้เงินของรัฐบาล โดยออกเป็นพันธบัตรนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ก็เพื่อทำนุบำรุงประเทศ

ช่วยเหลือเงินคงคลัง พันธบัตรรัฐบาลมีการออกจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศเริ่มออกจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2476 โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมาใน พ.ศ. 2483 กระทรวงการคลังได้มอบให้สำนักงานธนาคารชาติไทยทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับพันธบัตร เมื่อได้จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2485 จึงรับโอนกิจการพันธบัตรดังกล่าวมาดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การออกจำหน่ายพันธบัตรแต่ละครั้งอาศัยพระราชบัญญัติจัดการกู้เงินที่ตราขึ้นใช้เป็นคราวๆ ไป จนกระทั่งใน พ.ศ. 2503 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฉบับที่ 2 พ.ศ. 2503 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ซึ่งมีหลักเกณฑ์การกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลประจำปี จึงไม่จำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติให้อำนาจรัฐบาลกระทำการกู้เงินในประเทศต่างหากอีกชั้นหนึ่ง ยกเว้น โครงการกู้เงินพิเศษซึ่งมีเงื่อนไขแตกต่างไป เช่น พันธบัตรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ประเภทของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ออกจำหน่าย

นับตั้งแต่แรกออกพันธบัตรรัฐบาลจำหน่ายถึงปีงบประมาณพ.ศ. 2503 ได้มีการออกพันธบัตรหลายประเภทและเรียกชื่อพันธบัตรต่างๆ กัน

1. กรณีแบ่งตามลักษณะการถือไว้ครอบครอง มี 3 ชนิด

1.1 พันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือ ใครเป็นผู้ถือพันธบัตรหรือบัตรดอกเบี้ยก็จะจ่ายเงินให้แก่ผู้นั้นพันธบัตร ชนิดนี้จะมีบัตรดอกเบี้ยเป็นคูปองติดกับตัวพันธบัตรและโอนกรรมสิทธิ์กันได้ โดยการส่งมอบ

1.2 พันธบัตรชนิดจดบัญชีเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีพันธบัตรไว้ครอบครอง แต่จะฝากไว้กับนายทะเบียนซึ่งออกใบรับให้แก่ผู้ขอจดบัญชีมีการจ่ายดอกเบี้ยตามจดบัญชีแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร การโอนกรรมสิทธิต้องทำเป็นหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน

1.3 พันธบัตรชนิดจดทะเบียน เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินให้แก่ผู้มีชื่อในพันธบัตรโดยไม่มีบัตรดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนกรรมสิทธิไว้ที่นายทะเบียน
การโอนกรรมสิทธิในพันธบัตรจะทำได้โดยการจดทะเบียน และมีการจ่ายดอกเบี้ยตามที่ผู้ซื้อหรือผู้มีชื่อในพันธบัตรแจ้งความจำนงไว้ คือ สั่งจ่ายเป็นเช็คหรือนำเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร      อนึ่ง ในปัจจุบันรัฐบาลออกจำหน่ายพันธบัตรชนิดที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่

2. กรณีแบ่งพันธบัตรตามลักษณะรายได้ มี 2 ชนิด

2.1 พันธบัตรชนิดจ่ายดอกเบี้ยประจำ เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการรายได้ประจำจากดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งจ่ายเป็นงวดประจำทุก 6 เดือน จนครบอายุของพันธบัตร

2.2 พันธบัตรชนิดดอกเบี้ยทบต้น เหมาะแก่ผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการดอกเบี้ยไว้ใช้จ่ายประจำงวดแต่ต้องการสะสม เงินให้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอนจะมีราคาเพิ่มขึ้น จากราคาที่ซื้อไว้

พันธบัตรรัฐบาลต่างจากตราสารประเภทอื่นอย่างไร

พันธบัตรรัฐบาลต่างจากหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะพันธบัตรจะมีอายุชัดเจนกว่าหุ้น ซึ่งจะไม่มีวันครบกำหนดจนกว่าจะมีการเลิกกิจการ โดยพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะให้ผลตอบแทนในรูปของ “อัตราดอกเบี้ย” (Coupon Rate) ซึ่งกำหนดจ่ายเป็นรายงวด (อาจเป็นรายเดือน รายครึ่งปีหรือรายปีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นรายครึ่งปี)

นอกจากนี้ พันธบัตรยังระบุระยะเวลา หรืออายุ (Maturity) เอาไว้แน่นอน ตัวอย่างล่าสุด ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์อายุ 5 ปี ของรัฐบาลที่จำหน่ายให้แก่ประชาชนโดยให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี และงวดการจ่ายดอกเบี้ยรายครึ่งปี เป็นต้น

ทั้งนี้ หากนักลงทุนซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวไว้จนครบอายุพันธบัตร นักลงทุนก็จะได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนหน้าตั๋วตลอดไปจนครบ 5 ปี เช่นซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลเป็นมูลค่าหน้าตั๋ว (Par) 10,000 บาท (หากซื้อมากกว่า นับเป็น 1,2,3,… เท่าของ 10,000 ก็ได้)นักลงทุนสามารถคิดผลตอบแทนที่จะได้รับคือมูลค่า 10,000 คูณด้วย .0675 เท่ากับ 675.0 บาท หารด้วยสองสำหรับการจ่ายครึ่งปีได้เท่ากับ 337.50 บาท (ยังไม่หักภาษี) ทุกครึ่งปีไปจนครบอายุพันธบัตร โดยในปีสุดท้ายผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน 10,000 บาท ตามมูลค่าหน้าตั๋วที่จ่ายไป อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นักลงทุนต้องการขายพันธบัตรตลาดรองนั้น การคิดราคาขายหุ้นกู้หรือพันธบัตรก็จะซับซ้อนขึ้น

อัตราดอกเบี้ย ( coupon rate)

อัตราดอกเบี้ย คือ เงินที่รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตรเป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน ซึ่งอัตรานี้จะคงที่ตลอดอายุของพันธบัตรจนถึงงวดสุดท้ายส่วนใหญ่พันธบัตรจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ ดังนั้น ไม่ว่าราคาของพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้ถือพันธบัตร ก็จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุพันธบัตร เช่น พันธบัตรราคาฉบับละ 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.75% ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 67.50 บาทต่อปีจนครบอายุพันธบัตร

ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร

ผลตอบแทนที่ผู้ถือตราสารได้รับนับจากวันซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งประกอบด้วยดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ผลตอบแทนของพันธบัตรเป็นสิ่งจูงใจให้คนถือพันธบัตร ผลตอบแทนอาจแบ่งเป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1.)ผลตอบแทนคิดเป็นตัวเงิน (nominal yield)ได้แก่จำนวนเงินจากดอกเบี้ยและผลตอบแทน อื่นๆ 2.) ผลตอบแทนในปัจจุบัน (current yield) คือดอกเบี้ยรับเทียบกับราคาพันธบัตรที่ซื้อมา ผลตอบแทนปัจจุบันอาจไม่สามารถสะท้อนถึงผลตอบแทนของพันธบัตรที่แท้จริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงราคาซื้อและราคา ขาย และ 3.) ผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด ( yield to maturity) เป็นผลตอบแทน ในรูปดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรเทียบกับราคาที่ซื้อมา


- อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน ( current yield) หมายถึง เงินดอกเบี้ยที่จะได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุนซื้อพันธบัตร ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาซื้อพันธบัตรนั้น และอัตราดอกเบี้ยที่ตราไว้

- อัตราผลตอบแทนจนถึงอายุไถ่ถอน ( yield to maturity) หมายถึง อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับนับจากวันที่ซื้อพันธบัตรจนถึงวันที่พันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ในการคำนวณจะคำนึงถึงราคาตลาด มูลค่าไถ่ถอน อัตราดอกเบี้ยที่รับต่อปี และช่วงเวลาที่เหลือในการรับดอกเบี้ย

เหตุใดราคาของพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลง

ในระหว่างที่พันธบัตรยังไม่ครบกำหนด นอกจากพันธบัตรจะมี “มูลค่าในตัวเอง” ตามปริมาณกระแสเงินสดในอนาคตที่ผู้ซื้อจะได้อัตราดอกเบี้ย (coupon rate)ที่กำหนด เป็นระยะเวลาที่เท่ากับอายุที่เหลือของพันธบัตรแล้ว ราคาพันธบัตรยังแปรผกผันหรือเปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอีกด้วย

ตัวอย่างของอิทธิพลดอกเบี้ยในตลาด เช่น หากนักลงทุน ต้องการขายพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ซึ่งเป็นพันธบัตรที่นักลงทุนถือครองมาเป็นเวลา

1 ปีแล้ว และสมมติในช่วงเวลาที่ต้องการจะขายนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นช่องทางหาผลตอบแทนประเภทหนึ่งลดลงเหลือร้อยละ 4 ดังนั้น ราคาขายพันธบัตร ที่นักลงทุนต้องการขายในขณะนั้นก็ควรจะสูงกว่าเดิมเนื่องจากพันธบัตรให้ดอกเบี้ยผู้ถือได้ถึงร้อยละ 6 สูงกว่าเงินฝากที่ให้อัตราร้อยละ 4 มาก ทำให้พันธบัตรเป็นที่ต้องการมากขึ้นราคาพันธบัตรจึงสูงขึ้นการที่มีผู้อยากได้พันธบัตรรุ่นนี้มากก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น เช่น จะต้องจ่ายเงินจำนวน 1,093.50 บาทซึ่งสูงกว่าราคาตรา 93.50 บาท แต่หากสมมุติว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวสูงขึ้นจากวันซื้อในปีก่อนมาอยู่ในระดับร้อยละ 8 ราคาของพันธบัตรก็ควรจะลดลง เนื่องจากพันธบัตรให้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด นักลงทุนจะมีความต้องการถือครองพันธบัตรรุ่นนี้น้อยลง ทำให้ราคาลดลงเป็น 925.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตรา 74.80 บาท ซึ่งเป็นการขาดทุน ดังนั้นนักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจว่าการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้นั้น มิใช่การลงทุนที่ปลอดความเสี่ยงทั้งหมด แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากผลกำไรหรือขาดทุนในลักษณะดังกล่าว แต่หากผู้ลงทุนถือพันธบัตรไว้จนครบกำหนดก็จะได้รับการไถ่ถอนในราคาตรา ( par) การขาดทุนจึงเป็นการขาดทุนทางบัญชีหรือค่าเสียโอกาส

สถานที่ซื้อหรือขายพันธบัตรรัฐบาล

รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะตัวแทนทำหน้าที่ออกพันธบัตรให้รัฐบาลตามประกาศกระทรวงการคลังเป็นคราวๆซึ่ง
วิธีการจำหน่ายอาจใช้การประมูลหรือจำหน่ายโดยตรงแกผู้ลงทุน ดังนั้นประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรได้โดย

1. จากธนาคารแห่งประเทศไทย และสาขาหรือตัวแทนที่กระทรวงการคลังแต่งตั้ง อาทิ คลังจังหวัด ธนาคารออมสิน

2. จากสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามราคาและผลตอบแทนของพันธบัตรรุ่นต่างๆได้โดยตรงที่สถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีพันธบัตรหลายรุ่นแตกต่างกันตามที่ประมูลได้จากรัฐบาลแต่ละคราว เพื่อความสะดวก สถาบันการเงิน ทั้ง 10 แห่งนี้พร้อมที่จะให้คำปรึกษาแนะนำและเสนอราคาพันธบัตรแก่ผู้ลงทุนรายย่อย

- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ( มหาชน )
-
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน)
-
ธนาคาร เอเชีย จำกัด (มหาชน)
-
ธนาคาร ซิตี้แบงค์
-
ธนาคาร เอบีเอ็น แอมโร เอ็น. วี.
-
ธนาคาร สแตนดาร์ดชาเตอร์ด
-
ธนาคาร ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด
-
บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร จำกัด

ภาระภาษีของผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

บุคคลธรรมดาผู้ถือพันธบัตรจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวด โดยส่วนเงินฝากและพันธบัตรของ ธปท. มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราภาษีตามประเภทผู้ถือพันธบัตรมีรายละเอียดดังนี้

-
บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย         หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%
-
บุคคลธรรมดาที่มิได้อยู่ในไทย     หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

กฎแห่งการลงทุน ของนักลงทุนระยะสั้น

กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จ

ในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น

กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองวางไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นักลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด
นักลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %

กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลลาด
ถ้านักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว

กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน


กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว


กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3


กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้


กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร


กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง


กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้

กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

กฎข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น
เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง


กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น


กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป


กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย


กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ

ที่มา: http://www.siaminfobiz.com/mambo/content/view/1940/60/

ลงทุน LTF/RMF วันนี้ รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี และบัตรกำนัล

6 วิธีเก็บเงินให้อยู่

1. เปิดบัญชีธนาคารให้เหมาะ
บรรดานักเรียนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ แน่นอนที่ต้องรับเงินเดีอนจากพ่อแม่ แนะนำให้เปิดบัญชี ATM ในสาขาของกรุงเทพ เพราะถ้าเปิดบัญชีที่สาขาต่างจังหวัด ต้องเสียค่าบริการเวลามากดข้ามเขต อีก 30 บาท ก็คิดดูสิ ว่า ปีหนึ่งเสียเงินตรงนี้ไปเท่าไร

2. เงินเราไปไหน
ให้ถามตัวเองบ่อยๆเวลาใช้เงิน ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เก็บบิลเวลาซื้อของ แล้วเอาสมุดเงินฝากไปอัพเดตเพื่อเช็คยอดล่าสุด

3.อยู่ห่างๆเพื่อนมือเติบ
เลือกเพื่อนที่ติดดินบ้าง ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถ้าเพื่อนกินของแพงเราอาจต้องแชร์กันออกมากเป็นพิเศษ

4.ระวังเรื่องของบิลโทรศัพท์
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นส่วนที่ใหญ่สุดของหนุ่มสาว ให้ตั้งเตือนเป็นนาทีก็ได้ หรือเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด

5.ใช้สิทธิของเราให้คุ้ม
เช่นการใช้บัตรนักเรียนในการเป็นส่วนลดต่าง คูปองลดราคาต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเงิน

6. ออมเงินรายเดือน
เก็บเงิน 10 % ของเงินที่ได้รับจากพ่อแม่เป็นแบบฝากประจำไว้เลย แล้วพอเราเรียนจบเราจะมีเงินก้นถุงพอสมควรเลย

จัดสำรับการลงทุน

ในช่วงชีวิตของคนเรา นึกดูให้ดีๆ เราได้จัดสำรับสำหรับตัวเราเองมาโดยตลอด ที่เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดสำรับอาหารว่า อาหารแต่ละมื้อ เราจะทานอะไรที่จะเหมาะสมกับตัวเราเอง และไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม อีกทั้งจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ฉันใดฉันนั้น ในเรื่องการลงทุน เราก็ต้องจัดสำรับการลงทุน ให้ตัวเราเองเช่นกัน เพื่อให้เงินทองของเราทำหน้าที่ให้เรา อย่างเหมาะสมไม่เกิดเป็นผลร้ายกับตัวเรานั่นเอง

การจัดสำรับการลงทุน สำหรับคนแต่ละช่วงอายุ จำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไป คนที่อายุยังน้อย มีความสามารถ ในการรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าเปรียบเทียบกับสำรับอาหารก็เปรียบได้ว่า ทานอาหารได้ทุกรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่พออายุมากขึ้น ความสามารถ ในการรับอาหารทุกอย่างก็จะลดลง เหลือเป็นทานอาหารได้บางประเภท เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เหมือนตอนวัยเด็กแล้ว

ดังนั้น เมื่ออยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานหาเงินมา ได้ก็ต้องแบ่งไปออม เมื่อออมเป็นเงินก้อน ก็ต้องรู้จักจัดสรรแบ่งเงิน เพื่อจะนำไปลงทุนต่ออย่างสร้างสรรค์ นี่คือ การจัดสำรับการลงทุน นั่นเอง โดยวัยเริ่มต้นทำงานจะสามารถเสี่ยงได้สูง โดยนำเงินไปลงทุนในตราสารหุ้นทุน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงได้ถึง 90% และส่วนที่เป็นเงินฝากและตราสารหนี้แค่ 10%

แต่เมื่ออายุมากขึ้น สำรับการลงทุนก็จะแปร ไปตามวัยด้วย เพราะสัดส่วนที่จะนำไปลงทุน ในเครื่องมือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงวัยใกล้เกษียณสำรับการลงทุน ก็จะกลับข้างกับวัยเริ่มต้นทำงาน นั่นคือ ควรนำลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้ 90% และตราสารทุน 10% ตัวอย่างง่ายๆ ของการจัดสำรับการลงทุน เปรียบได้กับการจัดสำรับอาหารที่จะรับประทาน ให้สอดคล้องกับวัย และสุขภาพของแต่ละคน นั่นเอง ฉะนั้น หากเราจัดสำรับได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสำรับอาหาร หรือสำรับการลงทุนก็ตาม ล้วนส่งผลเสียต่อตัวเอง ทั้งนั้น

ลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิต

หลังจากได้เข้าฟังข้อมูลจากกองทุนต่างประเทศแห่ง หนึ่งที่พูดให้ฟังว่า ผู้ออมเงินในกองทุน เช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในต่างประเทศนั้น มีโอกาสได้เลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ ทำให้คิดว่า ถ้ากองทุนในประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ออมเงินเหล่านั้นได้มีโอกาสเลือกนโยบาย การลงทุนบ้างก็จะดี เพราะการลงทุนในรูปแบบเดียวนั้น อาจไม่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนชอบเสี่ยง และมองว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนดี สู้กับอัตราเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกันนั้น ถ้าผู้ออมเงินไว้ในกองทุนเพื่อเป้าหมายที่จะมีเงินไว้ใช้ในยามหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นการออมเงินในระยะยาวไม่น้อยกว่า 20 ปีนั้น ใส่ใจเงินของตนเองและศึกษาข้อมูลความรู้ของกองทุนที่บริหารเงินของเรามีให้ อยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีความเข้าใจและสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับตัวเองได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงตัวเลขสถิติของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นก็น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ออมได้เลือกนโยบายการลงทุนได้นั้น แต่ 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุนเมื่อได้ ตัดสินใจเลือกไปแล้วกลับไม่ได้มีการพิจารณาปรับนโยบายการลงทุนเมื่ออายุมาก ขึ้น เช่น เมื่อตอนอายุ 30 ปี เลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% ที่เหลือ 60% เป็นการลงทุนในเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ที่มีความมั่นคง แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี วันนี้อายุ 40 ปี ก็ยังคงใช้นโยบายการลงทุนแบบเดิมที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% อยู่เช่นเดิม แบบนี้อาจจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การนำเงินไปลงทุนควรจะมีความเสี่ยงลดลงนั่นเอง

แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเมื่อได้เห็นตัวเลขสูงถึง 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุน ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนของตนเองให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต ด้วยเหตุนี้มีแนวคิดเรื่องการลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิตขึ้น หรือ Lifecycle Fund เพื่อเป็นนโยบายการจัดการกับเงินให้เหมาะสมกับอายุนั่นเอง นั่นหมายถึงเมื่อเรามีเงินออมในกองทุนใดๆ ก็ตาม และนโยบายกองทุนนั้นเปิดให้เลือกนโยบายการลงทุนหรือ Investment Choice ได้ เมื่อเราพร้อมก็ควรตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือเรากำลังนำเงินไปลงทุนในระยะยาว ดังนั้นในช่วงเวลายาวๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สภาวะตลาดหรือสภาวะการลงทุนจะมีให้เราเห็น ทั้งขึ้นและลง เป็นช่วงๆ ไปในระยะสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ถ้าเราเข้าใจหลักการนี้ เราก็ไม่ควรจะตกใจไปกับสภาวะปกติในระยะสั้นๆ ที่มีทั้งขึ้นและลงเช่นนั้น แต่เราควรเข้าใจหลักการของตัวเองว่ามีเป้าหมายการออมและลงทุนเพื่อหวังจะมี เงินใช้ในอีก 15 -30 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าเลือกนโยบายการลงทุนใดไว้ ก็ไม่ควรจะตกใจเมื่อภาวะตลาดในบางช่วงของการลงทุนในระยะยาวๆ จะมีทั้งขึ้นในบางช่วงและลงในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วเมื่อรวมผลทั้งเมื่อตอนขึ้นและลงเราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่

อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนนโยบายการลงทุนที่เราได้ตัดสินใจเลือกไว้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายหรือสัดส่วนการลงทุนที่เราได้เลือกนั้น มีความเหมาะสมและทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการได้ในที่สุด ถ้าเราพิจารณาถึงวัฏจักรของชีวิตเราแล้วและเข้าใจว่า ตัวเราต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเปลี่ยนไป โดยต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้เหมาะสม แต่งตัว หรือการทานอาหาร เป็นต้น ดังนั้น ไม่ควรลืมว่ามีอีก 1 เรื่องที่เราต้องปรับปรุงด้วย นั่นคือ นโยบายการลงทุนของตัวเราเองเพื่อตัวเราเอง

7กฎ ปรับพฤติกรรม ช่วยบุตรหลานฉลาดใช้เงิน

” คุณสามารถยืดหยุ่นกับการปรับพฤติกรรมใช้เงินของบุตรหลาน โดยไม่ทำให้พวกเขาเสียโอกาส ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบได้หรือไม่? “

เป็น คำถามที่ Fund Tips คิดว่าน่าจะดึงดูดใจให้ผู้ปกครองคนไทยอยากได้รายละเอียดไว้เป็นแนวทางมาลอง ปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ยีน ชาทสกี้ นักเขียนมือโปรจาก “มันนี่” นิตยสารการเงินชั้นนำของสหรัฐ ได้หยิบยกขึ้นมาให้ขบคิด พร้อมคำตอบที่น่าสนใจจนอยากติดตาม

ทุกวันนี้มีผู้ใหญ่บางกลุ่มในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำทุกอย่างและให้ทุกสิ่งแก่บุตรหลานจนมากเกินไป จนอาจกลายเป็นการทำลายโอกาสที่พวกเขา ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในการใช้เงิน ชาทสกี้ เชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนในทุกยุคทุกสมัย ต้องการให้บุตรหลานของตัวเองมีความสุข และช่วยให้พวกเขารู้จักตัวเองและรู้จักค่าของเงินมากขึ้น

จูเลียต บี.ชอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบอสตัน คอลเลจ เจ้าของงานเขียน “Born to Buy” เห็นด้วยกับชาทสกี้ว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ เน้นบริโภคสิ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์ อาจทำให้พวกเขาเสียสุขภาพจิตและสุขภาพกายได้ และจากการสำรวจจากเด็กกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ในระดับการศึกษาเกรด 5 และ 6 พบว่า เด็กเหล่านี้ไม่สามารถผละจากวิดีโอเกม ทีวี หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อทำการบ้านหรือออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีแนวโน้มมากที่เด็กเหล่านี้จะเจ็บปวดจากอาการหดหู่ ปวดหัว ปวดท้องและเป็นคนที่น่าเบื่อ ขณะที่ คอนนี่ ดอว์สัน นักบำบัดโรคในเมืองเคิร์กแลนด์ มลรัฐวอชิงตัน และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์หนังสือเรื่อง How Much is Enough โดยสำรวจผู้ใหญ่ 1,200 ราย พบว่า 71% ของกลุ่มตัวอย่าง ได้รับการดูแลตามใจจนมากเกินไปเหมือนเด็ก จนพวกเขารู้สึกว่าไม่เคยพึงพอใจเลย แม้พวกเขาอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

ชาทสกี้ จึงตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ใหญ่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เด็กในความดูแลของพวกเขา สามารถเติบโตขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ และการรับรู้ถึงคุณค่าของเงินที่ผู้ใหญ่หามาได้อย่างยากลำบาก และด้วยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก นักจิตวิทยาและการเงินจำนวนหลายสิบคน รวมทั้งผู้ปกครองพร้อมกับบุตรหลานชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ได้ช่วยชาทสกี้เสนอความคิดและพัฒนาหากฎ 7 ข้อ เพื่อปรับพฤติกรรมเด็กให้สามารถเติบโตและฉลาดใช้เงินได้ในอนาคต

เริ่มจากกฎข้อที่หนึ่ง “สอนพวกเขาตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ดีเสียก่อน” การตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องทำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากจะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เด็ก ๆ ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกซื้อแบบไหน ในเมื่อจะซื้อสิ่งของทั้งสองอย่าง ซึ่งมีการใช้งานเหมือนกันให้เปลืองเงินย่อมทำไม่ได้แน่ ๆ อลิซาเบธ เครรี่ นักการศึกษาและเจ้าของงานเขียน Pick Up Your Socks and Other Skills Growing Children Need กล่าวว่าผู้ใหญ่สามารถสอนเด็กเล็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งไปจนถึง 2 ปี ให้รู้จักว่าพวกเขาไม่สามารถได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เครรี่แนะให้เริ่มต้นจากตัวเลือกง่ายเพียง 2 ตัวก่อน เช่น ต้องการเสื้อสีน้ำเงินหรือแดง หรืออยากกินอาหารร้านนี้หรือร้านนั้น เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยกับตัวเลือกเพียง 2 ตัว ผู้ใหญ่ต้องขยายตัวเลือกเพิ่มขึ้นเป็น 3 และ 4 ตัว ซึ่งเครรี่เตือนว่าหากให้เด็กเลือกตัวเลือกอยู่แค่ 2 ตัว เด็กก็จะรู้จักเลือกของได้แค่ 2 อย่าง แต่ถ้าเพิ่มตัวเลือกพวกเขาจะสามารถคิดพิจารณาเลือกหาสิ่งของได้มากขึ้นเป็น 5-6 ตัวเลือก ชาทสกี้ชี้ว่าสิ่งสำคัญจากกฎข้อแรกนี้ อยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจจะต้องอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และต้องเรียนรู้ตลอดไปแม้การตัดสินใจบางครั้งอาจไม่ได้สิ่งที่ถูกต้องเหมาะ สมเสมอไปก็ตาม แต่ขอให้ถือว่าการตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ

“หยิบยกข้อจำกัดขึ้นมาอย่างมีเหตุมีผล” เป็นกฎข้อสองใช้ปรับพฤติกรรมเด็กๆ ซึ่ง แดน คายด์ลอน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง Too Much of a Good Thing : Raising Children of Character in an Indulgent Age โดยสำรวจจากผู้ใหญ่กว่า 1 พันคน และวัยรุ่นอีกประมาณ 700 คน พบว่า เด็กที่ถูกกำหนดไว้ด้วยข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การสาบานไปจนถึงการเล่นวิดีโอเกมเนื้อหา รุนแรง มีแนวโน้มจะพลาดพลั้งหรือถลำลึกไปหายาเสพติดหรือเกิดความรู้สึกหดหู่ ได้น้อยกว่ากลุ่มเด็ก ๆ ที่ไม่เคยพบกับข้อจำกัดเลย คายด์ลอนแนะนำว่า หากบุตรหลานไม่ยอมเก็บผ้าเช็ดตัวไปไว้ให้เป็นที่เป็นทาง จงบอกพวกเขาเลยว่า ต้องโดนหักเงินที่จ่ายให้ใช้ตามปกติ 1 ดอลลาร์ ในทุก ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองต้องคอยตามเก็บผ้าเช็ดตัวให้พวกเขา และต้องปฏิบัติให้ได้ตามกฎข้อตกลงที่กำหนดไว้พร้อมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใหญ่ต้องเลือกใช้วิธีที่จะควบคุมเด็กได้ เช่น การตัดเงินอาจใช้ได้กับเด็กบ้างคน แต่เด็กคนอื่นอาจต้องใช้วิธีห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามเล่นคอมพิวเตอร์ หรือห้ามขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยู่นอกบ้าน ผู้ใหญ่อาจควบคุมเด็กด้วยการห้ามพวกเขาออกไปเล่นตามบ้านเพื่อน ที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่หน้าจอทีวี แต่วิธีนี้คงใช้ได้เฉพาะเด็กที่ยังไม่โตมากนัก เพราะเมื่อเขาย่างเข้าสู่วัยรุ่น กบฏทางความคิดย่อมเริ่มมาเยือน นำไปสู่ความรู้สึกอยากต่อต้านได้ หมายความว่าผู้ปกครองต้องคิดหาวิธีแยบยลมากขึ้น เพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้คิดปฏิบัติอย่างมีเหตุผล

“กำหนดเงินประจำที่เด็กควรได้รับ” คือกฎข้อสาม แต่การจำกัดเงินประจำให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องยาก หากผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครองประเภทโอเคอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่เด็กร้องขอให้พาไปร้านขายของเล่นหรือขนมหวาน แต่จะจบลงด้วยการบ่นและเตือน ฉะนั้น การตอบสนองที่ดีที่สุดต้องกำหนดเงินประจำให้พวกเขา เมื่อเด็กมีอำนาจตัดสินใจในการใช้เงินของตัวเอง ผู้ใหญ่สามารถจะพูดได้แล้วว่าจะไม่จ่ายเงินเพื่อซื้อของเล่นใหม่ให้แล้ว แต่เด็กต้องตัดสินใจเลือกซื้อใช้เงินของตัวเอง ผู้ปกครองอาจจะเริ่มต้นให้เด็กวันละ 1 ดอลลาร์ในระดับอนุบาล จากนั้นค่อยเพิ่มให้ปีละ 1 ดอลลาร์ เมื่อเด็กเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับประถม อย่างไรก็ตาม ชาทสกี้เตือนว่า ในกฎข้อสามนี้ยังมีกฎบังคับไว้เป็นพื้นฐาน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมดำเนินไปด้วยดียิ่งขึ้น เริ่มจากข้อแรกการกำหนดเงินประจำให้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว เป็นเรื่องดีที่จะตอกย้ำเด็กให้ประหยัดออมเงิน และรู้จักให้เพื่อการกุศล สร้างความรู้สึกนี้ให้ต่อเนื่อง และเป็นปรัชญาของครอบครัว ข้อสองอย่านำเรื่องเงินประจำไปเกี่ยวพันกับงานบ้าน ไม่เช่นนั้นเด็ก ๆ อาจตัดสินใจไม่ทำงานบ้านโดยไม่สนใจเงิน โดยพื้นฐานแล้วขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กได้เงินด้วยความ ปรารถนาดี อยากให้เด็กๆ เรียนรู้และบริหารเงินได้ แต่บางครั้งเป็นข้อยกเว้น อย่างในกรณีของคาเรน มาร์เกส คุณแม่ลูก 3 ที่อยู่ในวัย 8 ขวบ 7 ขวบ และ 3 ขวบครึ่ง ใช้ผลงานจากการทำงานบ้านและดูแลเสื้อผ้าของเล่นของตัวเอง

มาวัดความพอใจในการให้หรือหักเงินประจำ ช่วยเด็กๆ ให้เรียนรู้ที่จะรอคอย” เป็นกฎข้อสี่ที่ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ที่จะสอนเด็กให้รู้ว่า การได้สิ่งต่างๆ จากการรอคอยจะรู้สึกดีกว่าการได้มาด้วยการรบเร้าร้องขอ เป็นเทคนิคที่รอนดา เพย์ตัน คุณแม่ ผู้ดูแลมาร์เกลลูกชายวัยรุ่นของเธอเคยใช้ ในเวลาที่มาร์เกลอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คราคาแพง ในขณะที่เขาเองได้เงินประจำเพียงครั้งละ 10 ดอลลาร์ เพย์ตัน นำวิธีการของบริษัทกับลูกจ้างมาใช้ ด้วยการให้มาร์เกลออมเงิน และทุกครั้งที่มาร์เกลออมเงินได้เท่าใดก็ตาม เพย์ตันกับสามีจะให้เงินสมทบในอัตราที่เท่ากันแก่มาร์เกล นอกจากการรวบรวมเงินประจำที่ออมไว้ได้ เงินที่ได้จากวันเกิด เงินที่ได้จากวันหยุด และเงินสดที่ได้เมื่อเขาช่วยงานพิเศษภายในบ้าน ในที่สุดมาร์เกลบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับคำชื่นชมที่รอนดา เพย์ตัน สรุปไว้ว่า การช่วยให้เด็กซื้อสิ่งที่พวกเขาอยากได้เป็นเจ้าของ ด้วยการมีส่วนร่วมและใช้ความพยายามของตัวเอง จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของนั้น ๆ สำหรับเด็กอายุสัก 8-9 ขวบ ผู้ใหญ่อาจผ่อนปรนให้การรอคอยของพวกเขาสั้นลง อย่างที่ อลิซาเบธ เครรี่ แนะนำไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรพูดกับเด็กในวัยนี้ว่า ต้องการจะออมเงินประจำไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการได้เล่นเกม 8 สัปดาห์ หรืออยากออมเงินได้ประจำทั้งหมดไว้ เพื่อแลกกับการได้เล่นเกมน้อยลงเหลือ 4 สัปดาห์

ตอนนี้มาถึงกฎข้อห้า “กระตุ้นให้ทำงาน” เป็นเหมือนบทเรียนที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับบุตรหลาน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นพูดเกี่ยวกับเงินที่พวกเขาหามาได้ อย่างกรณีของบาร์บาร่าและเกลนน์ มิลเลอร์ สามีภรรยาจากมลรัฐนิวยอร์ก กระตุ้นให้อาแมนดาบุตรสาววัย 17 ปี ให้เริ่มทำงานเสียแต่เนิ่น ๆ พวกเขาเต็มใจจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่าง ๆ ในบ้าน ตั้งแต่ล้างรถยนต์ไปจนถึงการเป็นพี่เลี้ยงเด็กแก่อาแมนดา แทนที่จะต้องจ่ายให้กับคนภายนอกที่ต้องว่าจ้างเช่นกัน แต่เมื่อใดที่อาแมนดาอยากได้ของราคาแพง ซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถหรือมีคุณค่าไม่เหมาะกับงานบ้านบางอย่างที่ให้ทำ ทั้งบาร์บาร่าและเกลนน์ก็จะแนะนำให้ลูกสาวมองหางานนอกบ้านอย่างการเป็น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารสนามไดร์ฟกอล์ฟ และเมื่ออาแมนดาได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ เด็กสาวผู้นี้มองหางานอื่นนอกเวลาทำอีกในร้านขายเสื้อแห่งหนึ่ง ด้วยการขายเสื้อผ้าที่อยู่ในความนิยมและเป็นอาชีพที่เธอรัก ซึ่งบาร์บาร่าตอนนี้กล่าวชื่นชมลูกสาวของเธอว่า ไม่เคยเรียกร้องขอเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอีกเลย จากข้อมูลการศึกษาจัดทำโดย โรเปอร์ เอเอสดับเบิลยู ในปี 2546 เด็กที่เริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อยู่ระดับมัธยมปลาย มีแนวโน้มมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และมีความสามารถความรู้ทางด้านการเงินได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ที่ไม่เคยทำงานพิเศษเลย

“สั่งสอนให้รู้จักคุณค่า(ของเงิน)” เป็นกฎข้อหกที่ชาทสกี้เชื่อว่า เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ที่จะทอนเงินได้เร็วเท่า ๆ กับความสามารถที่จะนับเงิน แต่สิ่งยากเย็นเข็ญใจกว่านั้น คือการสอนให้พวกเขาชื่นชมในคุณค่าของเงิน ซูซาน เบแคม คุณแม่รายหนึ่งจากเมืองชิคาโก ให้ความหมายว่าเด็กเข้าใจว่าเงินมีหน่วยนับว่าอะไรบ้าง เหมือนกับเงินไทยที่นับได้ตั้งแต่ 1,000 , 500 , 100, 20 ไปจนถึง 10 บาท และ 5 บาท แต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่า ต้องมีหรือสะสมไว้เท่าใดจึงจะซื้อรถยนต์สักคันได้ เครรี่มีเทคนิคช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้เกี่ยวกับมูลค่าหรือคุณค่าของเงินได้ ด้วยการตั้งคำถามเมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ ต้องการตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง โดยให้ถามเขาว่าตุ๊กตาตัวนั้นสำคัญกับเขามากน้อยเพียงใด และเทียบเป็นคะแนนความชอบว่าเท่าไหร่ตั้งแต่ 1 ไล่ไปจนถึง 5 เด็กทุกคนย่อมต้องตอบในครั้งแรกว่าให้คะแนน 5 จากนั้นปล่อยไว้ 1 สัปดาห์ คราวนี้ให้ลองถามใหม่ว่าชอบตุ๊กตามากน้อยเพียงใด เทคนิคข้างต้นเป็นความพยายามบอกเด็กทางอ้อม และไม่เป็นการปฏิเสธพวกเขาโดยตรงจนเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ความพยายามของผู้ใหญ่จะช่วยพัฒนาความสามารถให้พวกเขาใช้วิจารณญาณหรือคิด ใคร่ครวญถึงคุณค่าหรือมูลค่าของสิ่งที่เขาซื้อมาว่าคุ้มค่าหรือไม่

ตอนนี้มาถึงกฎข้อสุดท้าย “จงทำตัวเป็นต้นแบบสม่ำเสมอและอย่าปากว่าตาขยิบ” หมายถึงเมื่อผู้ใหญ่เริ่มต้นให้เงินประจำแก่เด็ก ๆ ต้องให้ตรงเวลา และให้เต็มจำนวนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรให้บุตรหลานพูดกับผู้ปกครองของพวกเขาว่า พ่อแม่บอกว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขากลับไม่เคยได้เห็นเงินจำนวนนี้เลย ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกรณีผู้ใหญ่วัย 20 ปีไม่คิดว่าพวกเขาต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิต อธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ คือหากผู้ใหญ่ยืนกรานให้เด็กออมเงินประจำที่ได้บางส่วนไว้ หรือให้แบ่งปันเงินบางส่วนของเงินประจำที่ได้รับให้กับการกุศล เด็ก ๆ เหล่านี้ควรจะได้เห็นผู้ใหญ่ออมเงินหรือแบ่งปันเงินออมบางส่วนไปให้กับการ กุศลด้วยเช่นกัน

คราวหน้าถ้าเด็ก ๆ ดื้อรั้น งอแงจะเอานั่นเอานี่ให้ได้ พอไม่ได้ก็จะตะโกนว่า เป็นพ่อแม่แบบไหนไม่ยอมซื้อของให้พวกเขา ขอให้บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายสูดหายใจลึกๆ พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่นไปได้เลยว่า เป็นพ่อแม่ประเภทที่เชื่อว่าพวกเขามีของที่ต้องการเวลานั้นมากพออยู่แล้ว แต่ถ้าเด็ก ๆ ต้องการได้เพิ่มอีก จงปล่อยให้พวกเขาเก็บเงินซื้อเอง โดยผู้ใหญ่จะรู้สึกดีใจและยินดีขับรถพาไปซื้ออย่างแน่นอน สรุปแล้วกฎข้อนี้อยากให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบัน พยายามทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างและมีความหนักแน่น ในการใช้เหตุและผลเพียงพอ ที่จะอธิบายเพื่อโน้มน้าวใจเด็กๆ ให้ซึมซับยอมรับฟังข้อมูล และพร้อมจะทำตามอย่างเต็มใจในที่สุด

 Page 1 of 3  1  2  3 »