Currently Browsing: ความรู้ทั่วไป
ภาษีเงินได้ชาวต่างชาติ

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติมากมายที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย และอีกเช่นกันที่ผู้เขียนมักถูกถามบ่อยครั้งเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของชาวต่าง ชาติว่า เสียภาษีหรือไม่ อย่างไร ซึ่งคนโดยทั่วไปมักเข้าใจว่า หากชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในเมืองไทยไม่ถึง 180 วันในปีนั้น ไม่ต้องเสียภาษี

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าประเทศไทย จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยใช้หลักแหล่งเงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ ตามนัยมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสรุปได้ดังนี้

หลักแหล่งเงินได้มาจาก 4 แหล่งใหญ่ คือ

1.เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทย* โดยผู้มีเงินได้ปฏิบัติงานในประเทศไทย เช่น บริษัทในอเมริกา ส่ง นาย A ซึ่งเป็นพนักงานเข้ามาปฏิบัติงานในไทย นาย A ต้องนำเงินเดือนค่าจ้างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานในไทยมายื่นแบบ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

อย่างไรก็ตาม นาย A อาจจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย หากเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขยกเว้นภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

2.เงินได้จากกิจการที่ทำในประเทศไทย* เช่น นายเอกเปิดร้าน ขายอาหารในประเทศไทย นายเอกต้องนำเงินได้ที่เกิดขึ้นมายื่นเเบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3.เงินได้จากกิจการนายจ้างในไทย* ผู้รับเงินได้อาจจะปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ได้ เช่น บริษัท ข. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตามกฎหมายไทย ได้ส่ง นายเอก ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท ไปปฏิบัติงาน ณ สาขาของบริษัทที่ประเทศฝรั่งเศส โดยบริษัท ข. จำกัด เป็นผู้จ่ายเงินได้ให้ทุกเดือน นายเอกพนักงานต้องนำเงินได้มายื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย

4.เงินได้จากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย* กรณีนี้เป็นเรื่องของเงินได้ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเจ้าของทรัพย์สินนั้นจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เช่น ค่าเช่าบ้าน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล เป็นต้น

ดังนั้น บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ หากมีเงินได้จากแหล่งเงินได้ข้างต้น ผู้มีเงินได้นั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ และจะได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม กฎหมายบังคับให้จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นนั้น

หลักถิ่นที่อยู่ จะเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อครบเงื่อนไข 3 ข้อ คือ

1.ผู้มีเงินได้มีเงินได้จากงานที่ทำในต่างประเทศหรือจากกิจการ ที่ทำในต่างประเทศ หรือจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

2.ได้นำเงินได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น และ

3.ผู้มีเงินได้นั้นอยู่อาศัยในประเทศไทยถึง 180 วัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม หากมีเงินได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยได้นำเงินได้ที่เกิดขึ้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น และได้อาศัยอยู่ในเมืองไทยถึง 180 วัน ก็ต้องนำเงินนั้นมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กรณีที่ไม่ครบเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา ผู้มีเงินได้นั้นก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด

ได้มีผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทยเป็น จำนวนมาก เมื่อจ่ายเงินได้ ให้ชาวต่างชาติ เข้าใจผิดคิดว่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าเป็นกรณีแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ชาวต่างชาติผู้รับเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย เว้นแต่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยได้ทำ ไว้กับประเทศที่ผู้มีเงินได้ มีถิ่นที่อยู่เท่านั้น

ผู้มีเงินได้ที่มีหน้าที่เสียภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหรือผู้จ่ายเงินได้ ให้แก่ชาวต่างชาติที่มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย คงนำไปใช้ประโยชน์เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากสงสัยหรือไม่เข้าใจก็สอบถามเจ้าหน้าที่หรือเข้าดูข้อมูลได้ที่ www.rd.go.th

 

Incoming search terms:

นโยบาย รถคันแรก คืนเงินภาษี

ตามที่รัฐบาล 2554 ชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีนโยบายรถคันแรก 

โดยจะเป็นการคืนเงินภาษีเท่ากับที่จ่ายจริง ในการซื้อรถยนต์คันแรก แต่จะคืนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

สำหรับรายละเอียด ข้อกำหนด เงื่อนไขต่างๆ ในการคืนภาษีรถยนต์คันแรก มีดังนี้

  • ผู้ซื้อต้องอายุ 21 ปีขึ้นไป
  • ผู้ซื้อจะต้องไม่เคยซื้อรถยนต์มาก่อน
  • ระยะเวลา จะต้องซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2555
  • โดย ราคารถยนต์นั้นจะต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท
  • เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี (สำหรับรถกระบะจะไม่จำกัด ซีซี)
  • เป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
  • ต้องครอบครองไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • เป็นรถใหม่(ป้ายแดง,มือสองไม่ได้)

การคืนเงินภาษีรถคันแรก ภาครัฐจะคืนภาษีได้เมื่อครอบครองรถยนต์ไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี

UPDATE : 13 กันยายน 2554

 

  • ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรกแล้ว!
  • เลื่อนระยะเวลาเป็น เริ่มวันที่ 16 กันยายน 2554 – 31 ธันวาคม 2555

วิธีดำเนินการ
1. ผู้ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ต้องยื่นคำขอคืนเงินกับกรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ พร้อมเอกสารหลักฐาน ประกอบด้วย

  • หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ
  • สำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ (ในกรณีเช่าซื้อ)

2. กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อขอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์คันแรก และแจ้งการสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปีของผู้ซื้อ

3. กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบและบันทึก “ห้ามโอนภายใน 5 ปี” ลงในคอมพิวเตอร์และในสมุดคู่มือการจดทะเบียน

4. กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดส่งหนังสือรับรองการครอบครอง รถยนต์คันแรก และสำเนาคู่มือการจดทะเบียนที่บันทึก “ห้ามโอนภายใน 5 ปี” ให้กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่

5. กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ และสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ซื้อเมื่อครอบครองครบ 1 ปี โดยจ่ายเป็นเช็คให้ในครั้งเดียว

ปลดล็อคเงื่อนไข ห้ามโอนภายใน 5 ปี กรณีผู้ซื้อรถ(ผ่อน)ผิดนัดไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ ไฟแนนซ์ก็สามารถยื่นเรื่องให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบ ว่าเป็นจริง เป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้ซื้อรถผิดนัดไม่ผ่อนชำระต่อจริง ก็จะแก้เงื่อนไขกรณีห้ามโอนภายใน 5 ปี ให้สามารถนำรถไปขายทอดตลาดได้

และจะเรียกเงินภาษีจากผู้ที่ซื้อรถไปแล้วแต่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ คืนกลับให้กรมสรรพสามิตเท่ากับจำนวนที่ได้รับไป (ผู้ซื้อรถไปแล้วแต่ไม่สามารถผ่อนต่อได้ จะต้องคืนเงินให้กรมสรรพสามิตเท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับการคืนภาษีรถยนต์คันแรก)

Incoming search terms:

เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ

179881 10150107666307855 328167122854 6284554 4644710 n เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ
179881 10150107666297855 328167122854 6284552 270578 n เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ
179881 10150107666302855 328167122854 6284553 2173624 n เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ

 

 เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ

 

 เปิดอุโมงค์ยักษ์ กทม. ใครเป็นคนคิดครับ

 

ลุงหมักเป็นผู้ริเริ่มและอนุมัติครับ
คล้ายๆกับสะพานต่างระดับลาดพร้าว ที่ลุงหมักทำเอาไว้
แต่นายอภิรักษ์ทำพิธิเปิดหลังรับตำแหน่งได้ 1 เดือน ครับ
คนกทม.สุดแสนฉลาดก็เข้าใจว่า โครงการนี้ นายอภิรักษ์ เป็นคนทำ(รับตำแหน่ง 1 เดือนทำพิธีเปิดใช้ได้)

อุโมงค์ยักษ์ นี่ก็เหมือนกัน ผู้ว่าของ ปชป.ก็ชุปมือเปิบหน้าบานไป ทั้งๆที่ไม่เคยมีการบอกว่าจะทำในการหาเสียง
แต่ไอ้สิ่งที่หาเสียงเอาไว้ กลับไม่ทำหรือคืบหน้าเลย

 

มีความพยายามจะไล่บี้ นายกฯ สมัคร เมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยเอาผู้รับเหมาญี่ปุ่นมาใส่ความว่าจ่ายสินบนให้ กทม. เพื่อได้ประมูลงานนี้
ซึ่งริเริ่มและดำเนินการเมื่อครั้งที่ท่านยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ โดยเริ่มกระบวนการ ชงเรื่องให้ ปปช ไล่บี้ท่านตั้งแต่ไอ้อภิรักษ์ ต่อเนื่องถึงไอ้สุขุมพันธ์ แต่ปรากฏว่า ผลสอบไม่พบทุจริตหรือรัฐเสียหาย ตอนด่าแม่มเล่นซะหนัก หวังให้หลุดเก้าอี้นายกฯ

ตอนบริสุทธิ์แม่มทำซะเงียบเชียว เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้สุขุมพันธ์รีบลุกลี้ลุกลนประกาศ เป็นแผนของตัวเองซะงั้น 555
หาจากอากู๋ครับ “อุโมงค์ระบายน้ำ+สมัคร” จะพบข่าวยื่นเรื่องสอบเพียบ

 

ที่มา: http://banrasdr.com/printthread.php?tid=17067

Incoming search terms:

สมการการออมเงิน

หลายๆท่านอาจจะทราบสมการที่แพร่หลายของการออมเงิน ซึ่งก็คือ

รายจ่าย = รายได้ – เงินออม

ซึ่งเงินออม ควรจะเป็น 10% ของรายได้ในแต่ละเดือนหรือต่อปี แต่จริงๆแล้ว ถามว่าการออมเงินเพียง 10% ของรายได้ จะเพียงพอต่อวันเกษียณหรือไม่? ก็เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบเช่นกัน
ผมสมมุติว่า คุณมีเงินเดือน 20,000 บาท ฉะนั้นจะต้องออมเป็นเงิน 2,000 บาทต่อเดือน (ยังไม่รวมโบนัสที่จะได้ปลายปี) ฉะนั้น ปีหนึ่งๆ จะออมได้ 24,000 บาท โดยออมเงินเป็นเวลา 30 ปี โดยสมมติให้มีผลตอบแทนจากการออมเงินปีละ 5% ก็จะได้เงินประมาณ 1,328,777 บาท ตอนเกษียณเท่านั้น เพียงพอหรือไม่? นี่ยังไม่ได้ปรับลดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในทุกๆปีอีกด้วย ฉะนั้น ผมอยากให้ทุกท่านคำนึงถึงเงินออมทื่ท่านทำอยู่ปัจจุบันว่า มีการออมเงินที่เพียงพอหรือไม่? ผมอยากจะแนะนำว่า ให้ท่านออมเงินให้มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ โดยไม่กระทบถึงคุณภาพชีวิตที่ท่านๆมีอยู่ จะเป็นการดีกับตัวท่านที่สุด

Incoming search terms:

วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ

การเลือกใช้เครื่องกรองน้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้น้ำที่สะอาดและปลอดภัย และวิธีการกรองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันทั่วไป ดังนั้นเราควรมีความรู้พื้นฐานในเรื่องประเภทของเครื่องกรองน้ำในครัวเรือนไว้บ้างก็จะดี ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำได้ตรงตามความต้องการสำหรับการใช้งาน

ก่อนอื่นคุณต้องทำความรู้จักกับสิ่งปนเปื้อนในน้ำกันก่อนว่ามีอะไรบ้าง ที่เครื่องกรองน้ำนั้นสามารถกรองได้ และอะไรที่กรองไม่ได้ ซึ่งในน้ำนั้นมีสารปนเปื้อนที่เป็นสาเหตุที่อาจทำให้เราเจ็บป่วยได้ หากเราดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อนถึง Micron = 0.001 มิลลิเมตร

สารกรองและไส้กรองชนิดต่างๆ ในเครื่องกรองน้ำ
สารกรองแมงกานีส กำจัดสารโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารละลายเหล็ก และยังเติมออกซิเจนให้กับน้ำ
สารกรองแอนทราไซต์ กำจัดตะกอนและสนิมเหล็ก
ไส้กรอง
สารกรองคาร์บอน ใช้กรองตะกอน กลิ่น สี คลอรีน และสารอินทรีย์
สารกรองเรซิ่น กรองหินปูน ลดความกระด้างในน้ำและดูบซับสี
ไส้กรองเซรามิค กรองเชื้อโรคในน้ำได้เป็นอย่างดี เช่นเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรียบางชนิด มีความละเอียดในการกรอง 30 ไมครอน
ไส้กรองด้ายพัน กรองสารอินทรีย์ต่างๆ กรวด หิน ดิน ทราย มีความละเอียดในการกรอง 5 ไมครอน
ไส้กรองจีบ กรองกรวด หิน ดิน ทราย และสนิม ทำความสะอาดง่าย มีความละเอียดในการกรอง 30 ไมครอน
ไส้กรองเมมเบรน กรองสารละลายสารปนเปื้อน เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และยังสามารถกรองน้ำเค็มให้จืดสนิท มีความละเอียดในการกรอง 0.0001 ไมครอน

Incoming search terms:

จด..ออม..มั่งคั่ง กับ โปรแกรมบันทึกเงินออม (K-Saving Memo)

CCFS11179 K WePlan CD Cashflow Account จด..ออม..มั่งคั่ง กับ โปรแกรมบันทึกเงินออม (K Saving Memo)

Incoming search terms:

ใครมีปัญหาเก็บเงินไม่อยู่มือ เรามีวิธีเก็บเงินให้อยู่มือมาฝาก

ไปเจอคอลัมน์นี้เข้า อาจจะตรงใจ หรือหลายๆ ท่านกำลังประสบปัญหานี้อยู่ เงินกว่าจะหามาได้แต่ละบาทก็ว่าช่างลำบากแล้ว แต่การเก็บเงินที่หามาได้ให้อยู่กับเรานานที่สุดนี่สิ ยากยิ่งกว่า ลองมาดูกันครับว่าเค้าแนะนำวิธีเก็บเงินให้อยู่มืออย่างไรครับ

- เลือก ฝากเงินแบบฝากประจำ เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป จนไม่เหลือเงินเก็บไว้ ใช้ในยามฉุกเฉิน

- ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ แล้วจ่ายค่าอะไรไปบ้างในแต่ละเดือน และควรจดรายการที่จำเป็นต้องซื้อก่อนไปซื้อของด้วย เพราะจะได้เป็นข้อจำกัด ไม่ให้ซื้อของที่ไม่จำเป็นไป และแถมยังได้ของครบตามที่ต้องการ

- ถ้าอยากได้ของที่คิดว่าไม่จำเป็น ควรแบ่งเงินประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนมาเพื่อเก็บสะสมจนครบจำนวนแล้วค่อยซื้อของสิ่งนั้น เพราะถ้าทุ่มเงินไปทั้งก้อน อาจจะไม่มีเงินเหลือเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน

- ถ้าได้เงินพิเศษมา อย่าเพิ่งนำใส่กระเป๋าสตางค์ เพราะเงินอาจหมดไปโดยที่ไม่รู้ตัว ควรนำเงินนั้นไปเก็บเอาไว้ในส่วนของเงินเก็บ แล้วอย่าลืมจดลงในบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย

ขอบคุณที่มาจาก เดลินิวส์

Incoming search terms:

ทำไมต้องค้าขายในตลาดหุ้น ?

Incoming search terms:

วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท

เก็บเงินอย่างไรให้ได้ปีละ 100,000 บาท

หากคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือนและไม่มีรายได้อื่นที่ไหน การเก็บเงินให้ได้ปีละ 100,000 บาทค่อนข้างยากพอสมควร ซึ่งหากคุณไม่ทำในตอนนี้เวลาก็จะผ่านเลยไป ทำให้คุณไม่มีต้นทุนชีวิตที่จะไปต่อยอดธุรกิจอย่างอื่นได้เลย

ในช่วงที่ธุรกิจตกสะเก็ดแบบนี้ เป็นหนทางที่เราจะใช้กระแสสังคมมากดดันตัวเองให้เก็บตังค์เอาไว้ เพื่อความมั่นคงในวันข้างหน้า ซึ่งก่อนอื่นคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายว่าสามารถเก็บเงินได้เดือนละเท่าไร แล้วนำวิธีสุดประหยัดเหล่านี้ไปปฏิบัติ เพราะอย่างน้อยๆ คุณต้องเก็บเงินให้ได้ 8,500 บาทต่อเดือนถึงจะได้ 100,000 บาทต่อปี

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท ตัดค่าใช้จ่ายหลักออกไป

ลองนับดูว่าคุณมีค่าใช้จ่ายหลักเป็นอะไรบ้าง เช่น ค่าหอพัก ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนรถ เป็นต้น แจกแจงหนี้แล้วดูว่าสิ่งใดพอจะบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง อย่างเช่น ถ้าคุณมีพี่น้องหรือเพื่อนสนิทแต่อยู่หอพักคนละที่กัน ลองมาอยู่ด้วยกันแล้วหารค่าห้องดูไหม สำหรับค่าโทรศัพท์เลือกโปรโมชั่นให้เหมาะสมกับตัวเอง และไม่ใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือแก้เหงา สุดท้ายเลือกใช้บริการรถสาธารณะดีกว่า เพราะราคาถูกไม่ต้องวนหาที่จอดรถ แถมรวดเร็วอีกต่างหาก รวมแล้วคุณประหยัดเงินไปได้กว่า 4,000 บาทต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท เลือกกินของคุณภาพ ราคาไม่แพง

ถ้าคุณสามารถทำกับข้าวจากที่บ้านไปกินที่ออฟฟิศได้ หรือเลือกกินอาหารจานเดียวราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพ ซึ่งดีกว่าฟาสต์ฟู้ดเป็นไหนๆ หากต้องการสังสรรค์กับเพื่อนก็ใช้วิธีให้บ้านใดบ้านหนึ่งเป็นเจ้าภาพ แล้วหารกันซื้อของเข้าไปทำอาหาร ราคาไม่แพงสะอาดและอิ่มกว่าด้วย เพราะถ้าคุณมัวแต่กินอาหารนอกบ้านประเภทฟาสต์ฟู้ดหรือนิยมสั่งแบบดีลิเวอรี่ นอกจากราคาแพงแล้วคุณก็ต้องเสียเงินค่าลดความอ้วน ค่าฟิตเนสอีกมากมาย ดูแลตัวเองง่ายๆ ดีกว่า ช่วยให้คุณประหยัดไปได้ประมาณ 2,000 ต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท จำกัดการซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอาง

จากที่เคยตามเทรนด์มาตลอด เข้าสู่ยุคเรียบง่ายดีกว่า ก่อนอื่นถ้าคุณจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ซื้อแบบเรียบและสามารถใช้ได้นานๆ เพราะเสื้อผ้าที่ตามกระแสมักจะใส่ได้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และลองค้นตู้เสื้อผ้าหาชิ้นที่ไม่เคยใส่หยิบมา Mix & Match ได้ชุดใหม่ตามใจคุณ หรือแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนๆ บ้าง ส่วนเครื่องสำอางให้ซื้อตอนมีโปรโมชั่นหรือฝากคนที่ไปต่างประเทศซื้อหา เพราะจะลดได้มากกว่า 30% วิธีนี้ลดค่าใช้จ่ายได้ 1,500 บาทต่อเดือน

d3415eef วิธีเก็บเงิน ให้ได้ปีละ1แสนบาท ชวนเพื่อนเข้าแก๊งคุณนายประหยัด

นั่งประหยัดอยู่คนเดียวเหงาแย่ ลองชวนเพื่อมาเข้าแกงค์ประหยัดด้วยกัน เพื่อเป็นกำลังใจและการแข่งขันไปด้วยในตัว คุณจะรู้สึกสนุกมากกว่านั่งอดออมอยู่คนเดียว นอกจากนั้นไม่ต้องเสียเวลาจับกลุ่มเอนเตอร์เทนด้วยการดูหนัง ร้องคาราโอเกะ โยนโบว์ลิ่งให้เสียเงินทอง ลองเช่าซีดีมาดูหรือออกกำลังกายตามสวนสาธารณะพร้อมกับเพื่อนๆ สนุกเหมือนกันแถมประหยัดเงินอีกด้วย

ที่มา: Lisa

Incoming search terms:

15วิธีเก็บเงินแบบง่ายๆ

เงินแต่ละบาท กว่าจะหามาได้ ปาดเหงื่อไม่รู้กี่รอบ

ได้มาแล้ว ต้องเก็บรักษาให้อยู่กับเรานาน เก็บไว้ใช้ยามจำเป็น


1. เริ่มเก็บเงินวันนี้

อ่านหน้านี้จบ เดินไปหยอดกระปุกเลย

แค 10 บาท ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ที่สำคัญ เริ่มเสียแต่เดี๋ยวนี้


2. เงินออม = บิล รักษาวินัย

เอาเงินเข้าบัญชีเงินออม เหมือนเวลาที่คุณต้องไปจ่ายบิล

แค่นี้ คุณก็จะมีเงินออมเข้าทุกเดือน


3. หากล่องออมสิน ซองใส่เงิน กระเป๋าเศษตังค์

แล้วหยอดเงินจำนวนเท่าเดิม เป็นเวลาเท่าๆกันทุกวัน

เช่น 10 บาท ทุกๆวัน หรือ ทุกๆวันเสาร์ และอย่าไปนับ อย่าไปใช้

(แนะให้เป็น กระปุกออมสินแบบ ไม่มีรูแงะ จะดีที่สุด )


4. ตกเย็นกลับถึงบ้าน เทกระเป๋า

เทเอาเศษเหรียญลงในกระปุกให้หมด

อย่าดูถูกเหรียญบาท เพราะ 100 เหรียญ

ก็เท่ากับ แบงก์ ร้อย หนึ่งใบนะ


5. ใช้ การ์ด แคชแบ็ค

ใช้บัตรเครดิตแล้ได้เงินคืนบ้างก็ยังดี


6. เก็บแบงค์ใหญ่ไว้ให้ติดกระเป๋า

จ่ายแบงค์ย่อยๆให้หมดก่อน

พอจบวัน เก็บแบงค์ที่เหลือลงกระปุก


7. จ่ายหนี้ให้หมด

นี่คือหน้าที่สำคัญที่คุณต้องทำให้เสร็จ

ถ้าคิดจะร่ำรวยในอนาคต


8. ถ้าเปลี่ยนโปรโมชั่นมือถือใหม่

ให้ได้ราคาดีกว่าเดิม หรือถูกกว่าเดิม

ให้เก็บเงินที่เป็นส่วนต่างเข้าบัญชีเงินเก็บ


9. ใช้บัตรห้างสรรพสินค้า ลดราคา

ถึงจะแค่ 5% แต่ก็เงินนะจ๊ะ


10. เก็บเงินคืนจากหักภาษี

พอได้คืน อย่าเอาไปใช้ เอาเข้าบัญชีเงินออมซะ


11. ถ้าคุณใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัย

ลองดูรายการแลกของรางวัล

ที่แลกเป็นบัตรเงินสดได้


12. เวลาที่คุณคืนหนังสือ หรือหนังเช่าตรงเวลา

ให้เก็บค่าปรับที่เราต้องจ่าย (ในกรณีคืนช้า)

ให้ตัวเอง ดีกว่าแบ่งให้คนอื่นรวยนะ


13. แบ่งเงินไปลงทุน ในกองทุนรวม หรือซื้อหุ้นบ้าง

(การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณ)


14. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล

ดอกเบี้ยดีๆ เก็บไว้ใช้ยามแก่


15. เก็บเงินเพื่อครอบครัว

คุณจะได้รู้สึกว่า มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

เมื่อเก็บได้ถึงเป้า ก็แบ่งเงินส่วนหนึ่ง

พาที่บ้านไปเที่ยวบ้าง แต่ไม่ต้องแพงนะ


ที่มา – deedeejung.com

Incoming search terms:

Page 1 of 41234