“อะไรที่เราไม่ รู้ก็จะไม่ทำให้เราเจ็บ” อาจเป็นประโยคที่ใช้ได้ กับหลายเรื่องหลายคน แต่สำหรับ “การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุแล้ว หากเราไม่รู้ ก็จะยิ่งทำให้เราเจ็บ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนกันยายน ที่จะมีคนเกษียณอายุกันแล้ว ยิ่งพบว่า หลายคนเริ่มรู้สึกเจ็บปวด และเป็นกังวลแล้วว่า แล้วจะอยู่อย่างมั่นคง และเป็นสุขหรือไม่ อย่างไร เพราะยังต้องใช้เงินไปอีกนาน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่เราจำเป็นต้องใช้เพิ่ม แต่ไม่มีโอกาสหาเงิน หรืออาจหาเงินได้ไม่เท่าเดิมอีกแล้ว ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจ และรู้จักวางแผนการเงิน เพื่อการเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ อย่าคิดว่าอีกนาน เพราะเริ่มต้นได้ “ยิ่งเร็ว ยิ่งดี”
สมมติว่า ตอนนี้อายุ 20 ปี เริ่มมีรายได้เป็นของตนเอง และเริ่มออมเงินได้ เราก็ควรกำหนดเป้าหมาย ในการออมเงินไว้เลยว่า เพื่อไว้ซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือ เก็บเงินเพื่อการศึกษาต่อในขั้นสูงขึ้น หรือเพื่อเป็นทุนในการทำอาชีพส่วนตัว หรือเพื่อการลงทุนให้เงินงอกเงย เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณอยู่อย่างสบายๆ จะเห็นได้ว่า เป้าหมายของแต่ละคนต่างกันไป แล้วทำอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้….
ในวัยเริ่มต้นทำงานนี้ เป็นวัยที่ไม่มีภาระมากนัก มีเวลาในการเก็บออม และหารายได้อีกนานในอนาคต หากเราเริ่มต้นออมอย่างจริงจังในวัยนี้ โดยออมเงินเพียง 10% ของรายได้ทั้งหมดไปเรื่อยๆ และเมื่อออมเงินได้จำนวนหนึ่ง ก็อาจแบ่งเงินจำนวนนี้ไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกผลที่สูงกว่าการฝากธนาคาร และด้วยการที่อยู่ในวัยเริ่มต้นของการทำงานนี้เอง จึงสามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูงกว่าคนในวัยอื่นๆ เพราะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงนั้น มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน ที่สูงเช่นกัน ดังนั้น คนวัยนี้ก็อาจจะนำ 90% ของเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนในหุ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นแบบเก็งกำไร แต่เป็นการลงทุนในหุ้นระยะยาว เพราะมีการศึกษามาแล้วว่า ในระยะยาวการลงทุนในหุ้นสามัญ จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ส่วนอีก 10% ที่เหลือก็ลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่น พันธบัตร หรือหุ้นกู้ของบริษัทมั่นคง มีความปลอดภัยของเงินต้นหรืออาจอยู่ใน รูปของการฝากเงินกับธนาคารก็ได้ การจัดสรรเงินออมแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เรามีโอกาสได้รับ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง ในการลงทุนด้วย เงินของเรา ชีวิตของเรา ต้องฉลาดใช้ ฉลาดออม และฉลาดลงทุน เพื่อตัวของเราเอง เพราะเป็นธรรมดาว่า ชีวิตใคร ใครก็ต้องกำหนดเอาเอง
คุยกันมามากครับเรื่องการลงทุน แต่ไม่เคยมาคุยกันเรื่องที่ว่าเราควรต้องรู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นที่ เราสนใจ ครั้งนี้ผมจึงขอคัดเอาเรื่องนี้มาคุยกันแบบสบายๆสักครั้งครับ
1. หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวเมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นจะมีผู้ถือหุ้นคนอื่นๆมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหุ้นหนึ่งหุ้นก็จะมีส่วนได้เสียในสินทรัพย์และผลกำไรของบริษัทนั้นๆ
2. หุ้นมีหลายแบบ การจะจำแนกหุ้นในตลาดออกนั้นโดยปกติจะจำแนกโดยขนาดของบริษัท(โดยวัดจากขนาด มูลค่าตลาดของหุ้นบริษัทนั้นๆ) อุตสาหกรรม รูปแบบการเติบโตของหุ้น เป็นต้นว่านักลงทุนมักจะพูดถึงหุ้นขนาดใหญ่กับหุ้นขนาดเล็ก หุ้นพลังงานกับหุ้นบันเทิง หุ้นโตเร็วกับหุ้นมูลค่า
3. หุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงไปตามพฤติกรรมต่างๆของผู้เล่นในตลาด เช่นความกลัว ข่าวลือ ข่าวจริงเป็นต้น แต่ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นไม่ว่าจะขึ้นจะลง หรือทรงตัวทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ
4. หุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา หุ้นที่มีขนาดใหญ่ๆมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 11% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตร ที่ดินและการออมอื่นๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจึงเป็นทางที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่ออนาคต
5. หุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้หมายถึงตลาดทั้งตลาด หุ้นที่ดีจะสามารถขึ้นได้แม้ว่าตลาดหุ้นจะลง ในขณะที่หุ้นแย่ก็ลงได้แม้ตลาดจะขึ้น
6. หุ้นที่มีผลดำเนินการดีมาโดยตลอดไม่ได้หมายความว่ามันจะมีผลดำเนินงานที่ดีในอนาคต ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคต ดังนั้นหากหุ้นที่เคยมีประวัติที่ดีก็สามารถล่วงได้หากผลดำเนินงานในอนาคตแย่ลง
7. คุณไม่สามารถบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงเพียงแค่ดูที่ราคาซื้อขายขณะนั้น เนื่องจากราคาหุ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ดังนั้นหุ้นราคา 100 บาท อาจจะมีราคาถูกหากผลดำเนินงานดีต่อเนื่องในอนาคต ในขณะเดียวกันหุ้นราคา 2 บาทอาจจะแพงหากผลการดำเนินงานมีแนวโน้มไม่สดใส
8. นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับองค์ประกอบอื่นๆเพื่อหามูลค่าหุ้น เพื่อที่จะรู้ว่าหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับยอดขาย กำไร กระแสเงินสด และเกณท์อื่นๆ การเปรียบเทียบความคาดหวังในผลดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใดๆก็ เป็นส่วนสำคัญ เช่นการดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่โตช้าจะถูกคาดหวังต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่โต อย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังในผลดำเนินงานนี้จะมีผลอย่างมากต่อราคาหุ้น
9. กลุ่มหลักทรัพย์ที่ดีมักจะมีหุ้นที่แข็งแกร่งของทุกๆกลุ่มอุตสาหกรรมรวมอยู่ >โดยทั่วไปแล้ว พอร์ตที่ดีมักจะประกอบไปด้วยหุ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะว่าหากมีบริษัทใดเกิดราคาลงก็ยังมีหุ้นอีกหลายตัวช่วยพยุงไว้ ทำให้ไม่เสียหายมาก หรือยังมีผลตอบแทนที่ดีอยู่
10. การลงทุนที่ฉลาดคือการที่ซื้อหุ้นดีๆและถือไว้ให้ยาวที่สุดมากกว่าการซื้อ ขายรายวัน ต้นทุนในการซื้อขายจะลดลงอย่างมากหากเราซื้อและถือ จะขายก็เมื่อจำเป็นเช่นเห็นโอกาสอื่นที่ดีกว่า ตัวที่จะวัดว่าโอกาสอื่นดีกว่าหรือไม่ก็คือผลตอบแทนจากหุ้นเดิมที่เราลง ทุนอยู่นั่นเอง
ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล-วางรากฐานการออม
“แม่” ไม่เพียงเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูกน้อย แต่ยังเป็น “ต้นฉบับ” ที่ลูกมักจดจำพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ติดตัวไปจนโต
นั่นจึงทำให้คำกล่าวที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ถูกหยิบขึ้นมาใช้บ่อยๆ
ถ้าแม่มีพฤติกรรมทางการเงินดีๆ ซะอย่าง และบ่มเพาะนิสัยที่ดีทางการเงินให้ลูก รับรองว่าลูกของคุณก็จะถอดแบบเรื่องดีๆ ที่คุณปลูกสร้างไว้
แต่ถ้าแม่ยังมีอาการเสพติดแบรนด์เนม ก็อย่าหวังว่าลูกวัยรุ่นของคุณจะรู้จักใช้เงิน ประหยัด หัดออม
ในวาระของวันแม่ที่เวียนมาถึง Fundamentals ฉบับนี้ ได้รวบรวมความเห็นของคุณแม่นักการเงินหลายๆ ท่านมานำเสนอแง่มุม และนิสัยทางการเงินดีๆ ที่แม่ควรเป็นต้นแบบให้ลูก
*************************
เมื่อคิดจะวางรากฐานที่ดีให้กับลูกหลานแล้ว ต้องอย่าลืมมองตัวเองว่า เราเป็นต้นแบบที่ดีให้พวกเขาหรือเปล่า ถ้าตัวคุณเป็นตัวอย่างที่ดี ลูกๆ ของคุณ ก็จะเรียนรู้วิธีการบริหารเงิน โดยมีคุณเป็น
แบบอย่างนั่นเอง ดังนั้น จงเป็นตัวอย่างที่ดี และวางรากฐานการใช้เงินดีๆ ให้ลูกๆ เห็นเสมอ
ไม่ใช่ว่าอยากให้ลูกรู้จักประหยัดอดออม แต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เห็นอะไรเป็นควักกระเป๋าซื้อ
แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง จ่ายทุกอย่างเมื่ออยากได้ แล้วอย่างนี้จะเป็นต้นแบบที่ดีได้อย่างไร
@วางรากฐานการออมเงิน&รู้จักแบ่งเป็น
“ดัยนา บุนนาค” อดีตนักการเงินผู้คร่ำหวอดในแวดวงกองทุนรวม ให้ข้อคิดว่า นิสัยแรกที่ได้พยายามปลูกฝังให้ลูกคือ การรู้จักแบ่งปัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแบ่งขนม ของเล่น ทุกปีจะมีวันที่เลือกเสื้อผ้า และของเล่นไปบริจาค เมื่อลูกเริ่มไปโรงเรียน เธอจะให้เงินไปโรงเรียนพร้อมทั้งให้กระปุกแก่ลูก 2 ใบ เวลาลูกกลับมาบ้านก็จะชวนลูกหยอดเงินที่เหลือใส่กระปุก ใบหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกใบสำหรับทำบุญ เมื่อกระปุกเริ่มเต็ม ก็จะนำเงินออกมานับให้ลูกภาคภูมิใจว่าเก็บได้เยอะ เป็นกำลังใจให้เก็บมากขึ้น
“ดิฉันมีลูกสาวที่น่ารักสองคน คนโตชื่อ ญารินดา บุนนาค สำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ส่วนคนเล็กชื่อ ดณีญา บุนนาค กำลังศึกษาการบริหารธุรกิจโรงแรมที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน
อย่างที่บอกว่าเมื่อถึงตอนที่ออมเงินได้แล้ว ก็จะถามลูกว่าจะนำไปซื้อของที่เคยอยากได้ หรือจะเก็บเงินไว้ ส่วนใหญ่ลูกจะหายอยากได้ของชิ้นนั้นไปแล้ว ส่วนอีกกระปุกก็จะเลือกกันว่าจะนำไปทำบุญอะไรดี ดิฉันจะสอนลูกให้พิจารณาเหตุผล และตัดสินใจด้วยตนเองตั้งแต่เด็กๆ”
ครั้งแรกที่จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็ใช้เวลาอธิบายนานพอสมควรว่าเงินไม่ได้หายไป โดยธนาคารจะนำเงินไปให้ผู้อื่นที่ต้องการใช้เงินยืมไปใช้ ส่วนลูกก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน ทำให้มีเงินมากขึ้น โดยอธิบายให้ลูกเห็นประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้น ที่ทำให้เงินเพิ่มทวี
คุณแม่นักการเงินอีกรายหนึ่งที่มีวิธีสอนลูกในเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างน่าฟัง คือ “วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า นิสัยทางการเงินอย่างหนึ่งที่เธอหมั่นบ่มเพาะให้ลูกคือ เมื่อเราพึ่งพาตนเองได้แล้ว เราก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปช่วยผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าด้วย
“บ้านเราทำทานมากกว่าทำบุญ ไม่ค่อยสร้างวัด สร้างพระ ฯลฯ แต่หนักไปทางจุนเจือคนด้อยโอกาส ลูกก็เห็นสิ่งที่ทำ เคยถามว่าทำไมไม่เอาเงินนี้ไปลงทุน เพื่ออนาคตจะได้มากขึ้นๆ แม่ก็บอกว่านี่ละการลงทุนอีกชนิดหนึ่ง แม่ลงทุนทางสังคมให้ลูกและคนอื่นๆ”
กล่าวคือ การสนับสนุนของแม่ ทำให้ชีวิตเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสและผู้ใหญ่ที่ไม่โชคดีอย่างเรา สามารถอยู่รอดได้ พออยู่รอดได้เขาก็ไม่ไปเป็นคนไม่ดีในสังคม เขาก็จะระลึกได้ว่าพวกเราที่โชคดีกว่าเขา ทำดีต่อเขา เขาก็จะไม่โกรธแค้นเกลียดชังพวกเรา สังคมก็จะดีขึ้น
“โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งที่วางรากฐานการออมให้ลูกตั้งแต่เล็ก เพราะเธอเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญอย่างยิ่ง
“โดยปกติก็จะมีทั้งส่วนที่แม่ออมให้ และสอนให้เขาออมเอง ก็จะคอยบอกคอยสอนตลอดว่า การออมดี และมีประโยชน์อย่างไร ลูกก็จะซึมซับมาเรื่อยๆ สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องมีวินัยทางการเงินให้ลูกเห็นก่อน”
คุณแม่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่าง “ชาลอต โทณวณิก” บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ก็มักจะบอกและทำให้ลูกเห็นถึงวินัยทางการออมของแม่ และโดยมากก็จะทำให้ลูกเห็นว่า เงินทองไม่ใช่ของที่จะหามาได้ง่ายๆ บอกให้เขารู้แหล่งที่มาของรายได้ ลูกก็จะซึมซับความเหนื่อยยากของพ่อแม่ และรู้คุณค่าของเงิน
@สอนให้ลงทุน&หารายได้
นอกจากการสอนเรื่องการฝากเงินแล้ว ดัยนายังสอนลูกเรื่องการหารายได้ เช่น การเล่นขายของ หม้อข้าวหม้อแกงโดยได้เข้าไปในเวบไซต์ของอเมริกาซึ่งมีเกมให้เด็กเล่นขายน้ำมะนาว (Lemonade stand) ซึ่งสอนเด็กให้รู้จักตัดสินใจประเมิน และเลือกโอกาสทางธุรกิจ โดยแต่ละเมืองจะมีค่าเช่าแผงไม่เท่ากัน ราคามะนาว น้ำตาลไม่เท่ากัน ส่วนราคาขายก็ให้ตั้งเอง โดยหน้าร้อนหน้าหนาวจะขายได้มากน้อยต่างกัน หากขายแพงจะขายได้น้อยกว่าขายถูก แต่ได้กำไรมากกว่า หรืออาจขายไม่ได้เลย ที่สำคัญคือ เด็กได้หัดตัดสินใจ และศึกษาผลจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางการขาย
เรื่องการลงทุนนั้น ดิฉันสอนให้ลูกลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทต่างๆ เมื่อลูกคนโตเริ่มทำงาน ก็แนะนำให้ซื้อกองทุน RMF และกองทุน LTF ทันที นอกจากนั้นให้แบ่งเงินไว้ออม และลงทุนก่อนเหลือเท่าไรค่อยใช้ และต้องไม่ลืมที่จะแบ่งเงินไว้ทำบุญเสมอ
โชติกาบอกว่าเมื่อบอกสอนให้ลูกออมมาได้ระดับหนึ่งแล้ว และประกอบกับวัยที่โตขึ้น ก็จะคอยสอนเขาให้รู้จักกับเรื่องของการลงทุน ว่านอกจากการฝากเงินแล้วที่จริงในโลกของเรายังมีการลงทุนอีกหลายรูปแบบให้เราเลือกลงทุน ลูกก็จะรู้จักการลงทุน จัดพอร์ต และกระจายความเสี่ยง มีทักษะการลงทุนที่ดีติดตัวเขาไปตลอด
@ให้รู้จักความสุขที่ไม่ใช่แค่ “เงินทอง”
นอกจากนั้น ดัยนาจะสอนให้ลูกตระหนักเสมอว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินแต่อยู่ที่ใจ บางทีคนยากจนมีความสุขยิ่งกว่าคนร่ำรวยเสียอีก ดังนั้น เธอจะสอนให้ลูกรู้จักความสุขจากการให้และทำบุญให้มากๆ พอใจในสิ่งที่ตนมีเป็นความสุขนั้นอยู่ที่ใจ อย่าโลภมาก อย่ามองแต่คนที่มีมากกว่าเรา แต่ให้มองคนที่มีน้อยกว่า และคิดเสมอว่าเราจะมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง
และที่สำคัญที่สุดคือ การสอนให้ลูกเป็นคนดีและซื่อสัตย์สุจริต เข้าใจความจำเป็นและความสำคัญของกฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆ ซึ่งทุกคนจะต้องมีวินัย เคารพและปฏิบัติตามกฎ ซึ่งพ่อแม่ต้องสอนโดยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง เธอและครอบครัวเชื่อในเรื่องบุญและบาป จะสอนให้ลูกปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งช่วยให้ลูกมีจิตใจที่ดี มั่นคงเข้มแข็งมีเหตุผล ดูแลตนเองได้ดี ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ซึ่งลูกทั้งสองคนก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
@ทำแผนการเงินให้ลูกเห็น
วรวรรณบอกอีกว่า มีหลายสิ่งหลายประเด็นที่พ่อแม่สามารถเป็นต้นแบบให้ลูกเห็น เช่นโดยมากครอบครัวไทยๆ แม่มักเป็นผู้จัดการเงินในบ้าน ดังนั้นเธอจึงทำตัวอย่างให้ลูกเห็นด้วยการหยิบเอาของจริงในชีวิตจริงมาแสดงให้เห็นคือ แม่ทำแผนการเงินเป็นรายเดือนว่ารายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือนนั้น เราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยทำแผนล่วงหน้าเป็นปีด้วย เพราะบางเดือนเราจะมีรายจ่ายเป็นครั้งคราวเช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าประกันรถ ค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือค่ารักษาพยาบาลเช่น การตรวจร่างกายประจำปี/ครึ่งปี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของครอบครัวด้วย
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะมีรายการค่าใช้จ่ายรายการหนึ่งที่เป็นการออมทุกเดือนเอาไว้ก่อน ส่วนที่เหลือจากความจำเป็นและการออม คือ ส่วนที่เราจะเอาไปใช้ในสิ่งฟุ่มเฟือยบ้างได้ แผนพวกนี้ทำไปจนเราเกษียณแล้ว เราจึงเห็นตั้งแต่วันนี้เลยว่าเราจะมีสภาพอย่างไรในยามเกษียณ ลูกจะสามารถศึกษาได้ขนาดไหน ฯลฯ
ในส่วนที่เป็นการออม ก็จะเอาไปลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือน ทั้งกองทุนในประเทศและต่างประเทศ เพราะเราทำงานแบบนี้หากไปซื้อหลักทรัพย์เองมันไม่สะดวกใจ และอาจเป็นที่ครหา ก็เลยตัดปัญหาไปเสียเลย และเราก็ให้ลูกดูโมเดลที่เราทำ ซึ่งเป็นการประมาณการว่าการลงทุนของเราในที่ต่างๆ นั้น พอเราอายุ 60 ปี มันจะเป็นอย่างไร ควรปรับสัดส่วนอย่างไรไหม ภายใต้ข้อมูลและอายุของเราที่เปลี่ยนไปทุกปี
“สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้ได้จากแม่ในเรื่องนี้ คือ การรู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เล็กๆ การเรียนรู้และจัดทำแผนการเงินของตนเองจะให้ลูกมีสติ รู้ประมาณตน และหมดความกังวลใจในความไม่แน่นนอนทางการเงินไปได้ตลอดอายุขัย นี่เป็นเสรีภาพในชีวิตตนเองอย่างหนึ่งที่อยากให้ลูกได้รับ สมมติว่าต่อไปลูกไปเป็นลูกจ้างใคร เกิดงานที่ทำนั้นไม่ต้องตรงกับนิสัยลูก ลูกจะมีทางเลือกที่อิสระมากกว่าคนที่มีภาระทางการเงินและไม่รู้ภาวะทางการเงินตนเอง”
ชาลอตบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นนิสัยทางการเงินที่ดีที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็นคือ เมื่อทำบัญชีรับจ่ายก็ควรเปิดเผยให้ลูกรู้ และคอยสอนเขาให้บริหารเงิน เช่นได้เงินพิเศษเก็บออมยังไงและบันทึกลงในบัญชียังไงดี
“ปกติเวลาไปลงทุนอะไร จดเอาไว้ ก็จะบอกลูกตลอด ให้เขาเห็นว่าแม่เอาเงินไปซื้อที่ดินซื้อบ้านนะ เขาจะได้รู้ฐานะที่แท้จริง และนำแบบอย่างไปใช้”
@ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล-ไม่ฟุ่มเฟือย
วรวรรณย้ำว่า คนที่เป็นแม่ไม่ควรจะมีนิสัยเห่อเหิมกับสิ่งที่เป็นแต่เปลือกนอก แต่ชื่นชมกับความงดงาม และความมีคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยไม่วัดคนจากสิ่งเหล่านั้นที่เขามี อุปนิสัยเหล่านี้จะถ่ายทอดไปที่ลูกด้วย
กล่าวคือ เราสามารถมีเท่าที่ลูกคนอื่นๆ เขามีได้โดยไม่เดือดร้อนอะไร แต่จะมีไปทำไมเกินกับที่เราจะใช้ได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละสภาพของเรา
“ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่จำเป็นต้องเครื่องละ 2 หมื่น ระดับ 6 พันบาทก็เพียงพอเกินพอแล้ว และแม่ออกครึ่ง ลูกออกครึ่ง เดือนไหนลูกใช้จ่ายค่าโทรศัพท์มาก ลูกเหลือเงินน้อย แม่ก็ดับเบิลให้ลูกน้อย ลูกก็จะเห็นว่าในเดือนนี้ลูกมีเงินออมที่จะเอาไปลงทุนน้อยลง ผลของเงินในอนาคตของลูกก็ หดๆๆๆๆ ลูกก็จะฉุกใจคิด ปรับปรุงตนเองต่อไปในเดือนหน้า”
โชติกายอมรับว่าลูกของเธออยู่ในช่วงวัยรุ่น แน่นอนว่าด้วยวัย ทำให้ลูกอยากได้โน่นได้นี่ ซึ่งบางทีก็เป็นการใช้จ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผลเท่าไร พฤติกรรมการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมักจะเกิดในช่วงนี้ เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือจนงบบานปลาย หน้าที่ของแม่คือคอยกล่าวให้เห็นถึงความเหมาะสม และใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุมีผล อธิบายให้ลูกเข้าใจ
“บางทีการกระทำของเรา เราต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจให้ได้ เช่นจะเห็นว่าแม่ซื้อและใช้ของแพงนะ แต่เห็นมั้ยว่าแม่ไม่ได้ซื้อบ่อยหรือพร่ำเพรื่อ แล้วของที่ซื้อมาแม้จะแพงแต่แม่ก็ใช้อย่างคุ้มค่า ก็จะบอกว่าเขา ว่าถ้าลูกรักที่จะซื้อของในแบบของลูกเช่นซื้อเสื้อยืดราคาไม่แพง แต่ซื้อบ่อย ก็จะไม่มีสิทธิมาซื้อของแพงนะ หรือบางทีซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง ก็จะบอกเขาว่าแพงแต่คุ้ม ใช้ทีเดียวนานไปเลย หรือบางอย่าง ก็จะคอยชี้ให้เห็นมูลค่าที่งอกเงยของสิ่งที่เราซื้อ สมมติเราซื้อเครื่องประดับอะไรซักชิ้น ก็จะไม่ซื้อที่มันไม่มีมูลค่าเพิ่ม เช่นซื้อต่างหูซักคู่แทนที่จะซื้อของถูก ถ้าเรายอมซื้อแพงหน่อยมันก็มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในตัว”
หัวข้อนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาลอตเน้นเสมอว่า พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบเรื่องนิสัยการจับจ่ายที่มีเหตุมีผล บางครั้งที่แม่ต้องซื้อของแพงเข้าบ้าน หรือเป็นของใช้ส่วนตัว แม่ก็ต้องอธิบายถึงเหตุผลและความสมเหตุสมผลให้ลูกเข้าใจได้ เพราะของบางอย่างแพงที่ก็มีเหตุผลที่ควรซื้อ
เหล่านี้เป็นมุมมองของคุณแม่นักการเงิน ที่คุณแม่หลายคนน่าหยิบนิสัยทางการเงินดีๆ ไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบให้ลูกหลานได้
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550 (โดย กาญจนา หงษ์ทอง)
แผนที่ชีวิต : ต่อไปนี้เป็นคำสอนของพ่อคนหนึ่งที่มอบให้แก่ลูก
หลังจากลูกเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นคู่มือในการคำเนินชีวิตต่อไป….
……พ่อบอกว่า…….ลูกเอ่ย เจ้าควร….
1.เฝ้าดูดวงอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2.อย่าดูถูกผู้อื่น
3.พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ
4.มีชีวิตอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของเจ้าเอง
5.ปฎิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่เจ้าอยากให้คนอื่นปฎิบัติกับเจ้า
6.บริจาคเลือดทุกปี
7.คบหาเพื่อนใหม่ และรำลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอ
8.รักษาความลับเป็น
9.ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
10.จงแสดงความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนกล้าก็ตาม
11.ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก มิใช่เพื่อการเป็นหนี้สิน
12.อย่าขี้โกง
13.อ่านหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ปีละ 1 ครั้ง
14.เรียนรู้ที่จะฟัง
15.อย่าสิ้นหวัง
16.อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดๆ นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ
17.อย่าแสดงอะไรออกมาเมื่อมีอารมณ์โกรธ
18.มีบุคลิกที่ดี เดินเข้าไปในห้องทำงานอย่างมั่นใจ
19.อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟท์
20.จงตั้งใจแพ้ศึกเล็กๆ เพื่อจะเอาชนะศึกใหญ่ๆ
21.อย่าคบกับบุคคลที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งใดๆ เลย
22.อย่านินทาลับหลัง
23.เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนักจงปฎิบัติกับมันราวกับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
24.อย่าคิดว่าชีวิตจะยุติธรรมเสมอไป
25.อย่าประเมินอำนาจของการให้อภัยต่ำเกินไป
26.อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
27.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า ?ผมเสียใจ?
28.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า ?ผมไม่รู้?
29.จงเขียนเรื่องราว 25 ประการที่อยากรู้ก่อนตายไว้ในกระเป๋าและนำมันติดตัวไปด้วยเสมอ
30.โทรศัพท์ถึงแม่บ้าง
หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร
ที่มา: http://www.budmgt.com/lifeways/lw02/fathermap.html
สองสามวันก่อน ดิฉันแวะไปทำธุระที่ธนาคารเลยได้เห็นภาพประทับใจค่ะ … เด็กผู้หญิงแก้มยุ้ยน่าหยิกคนหนึ่ง มือซ้ายจูงมือคุณแม่ มือขวาอุ้มกระปุกหมูออมสิน ท่าทางจะมาเปิดบัญชีเงินฝากเป็นครั้งแรก รอยยิ้มดีใจพร้อมแววตาสดใสของหนูน้อยคนนั้น พาให้ใครที่เห็นเป็นต้องอดอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
ตอนเด็ก ๆ พวกเราส่วนใหญ่คงเคยเป็นแบบหนูน้อยคนนี้ใช่ไหมคะ? ที่มักจะถูกผู้ใหญ่สอนว่า ?…มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท…? เพื่อให้เราหมั่นเก็บออมเงินไว้เพื่อวันข้างหน้า แต่พอตอนโต เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนกลับลืมนึกถึงการออมเงินเพื่อวันข้างหน้า ในวันที่เราเข้าสู่วัยเกษียณ ไม่ได้ทำงาน และไม่มีรายได้แล้ว
พูดถึงประเด็นนี้ขึ้นมา ทำให้ดิฉันนึกย้อนไปถึงตัวเลขสถิติที่เคยอ่านเจอมา (ขอประทานโทษที่จำที่มาไม่ได้ค่ะ) ค่อนข้างเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เขาบอกไว้อย่างนี้ค่ะว่า ในคนหนุ่มสาวทุก 100 คน จะพบตัวเองเมื่อย่างก้าวสู่วัยเกษียณอายุว่า 1 คน มีฐานะร่ำรวย, 4 คน มีอิสระทางการเงิน, 5 คน ยังต้องทำงานหนัก, 54 คน ต้องพึ่งพาลูกหลาน และ 36 คน จากไปก่อนวัยอันควร
หากถามคุณ ๆ ว่าอยากเป็นแบบไหนใน 100 คนนี้ ดิฉันเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคงออกมาคล้าย ๆ กันใช่ไหมคะ? เพราะคงไม่มีใครอยากลำบากตอนแก่ และเท่าที่ถามคนแถว ๆ นี้ดู หลายคนเห็นตรงกันว่า แก่ตัวไป ไม่จำเป็นต้องมีฐานะร่ำรวยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอเป็น 1 ใน 4 คนที่มีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เลี้ยงตัวเองได้ก็พอ
ดิฉันจะบอกว่า หากคุณอยากเป็น 1 ใน 4 หรือ 5 คน จาก 100 คน ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีในวัยเกษียณนั้น เป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่ค่ะ เพราะวันนี้ดิฉันจะชวนคุณมาสร้าง ?กระปุกออมสิน? เพื่อวัยเกษียณกัน เริ่มจากคุณจะต้องรู้คร่าว ๆ ก่อนว่า คุณจะต้องเก็บเงินไว้ก้อนโตเท่าไรสำหรับวัยเกษียณ อย่าลืมว่า ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยปัจจุบันยืนยาวขึ้น โดยชายไทยมีอายุเฉลี่ยถึง 74 ปี ขณะที่ผู้หญิงเรา อายุยาวกว่านิดหนึ่งค่ะ คือ อยู่ที่ 79 ปี ปัญหาที่ตามมาคือ เราจะเตรียมเงินไว้ให้พอเพียงกับจำนวนปีที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่หลังเกษียณกันอย่างไรดี
ตามทฤษฎีเค้าว่ากันว่า หากเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ จะต้องมีเงินไว้ใช้ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เราได้รับขณะที่เรายังทำงานอยู่ค่ะ อย่างเช่นสมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งใจจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี? โดยมีเงินเดือนเดือนสุดท้ายเท่ากับ 50,000? บาท นั่นแปลว่าหลังเกษียณ เธอต้องมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือนประมาณ 25,000 บาท เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ด้อยไปกว่าสมัยที่เธอยังทำงานอยู่ หากใช้ค่าอายุเฉลี่ยของเพศหญิง คือ 79 ปี มาคำนวณหาก้อนเงินที่เธอต้องมี เท่ากับเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกประมาณ 19 ปี? เมื่อลองคำนวณตามหลักมูลค่าเงินปัจจุบัน (present value) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4% (อันนี้เป็นตัวเลขคร่าว ๆ นะคะ) พบว่า ณ วันที่ผู้หญิงคนนี้เกษียณ เธอจะต้องมีเงินถึง 4 ล้านบาท (จริง ๆ แล้ว คือ 3,988,066.01 บาทค่ะ)
เป็นอย่างไรคะ คุณได้ลองใช้วิธีเดียวกันนี้ คำนวณก้อนเงินใน ?กระปุกออมสิน? ที่คุณต้องมีแล้วหรือยัง? อยากบอกเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า คุณ ๆ แต่ละคนอาจมีความจำเป็น และความต้องการในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจอยากใช้ชีวิตวัยเกษียณไปกับการท่องเที่ยว บางคนอาจมีโรคประจำตัว สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเผื่อเงินไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลมากหน่อย หรือบางคนอยากมีงานอดิเรกหรือมีกิจกรรมที่ต้องมีค่าใช้จ่ายแตกต่างนอกเหนือไปจากสูตร 50% ที่ยกมา ก็ลองปรับตัวเลขกันได้นะคะ สำหรับคุณ ๆ ที่คำนวณออกมาแล้ว ทราบว่าตัวเองจะต้องมีเงินเท่าไร ดิฉันก็อยากจะถามต่อไปว่า แล้วปัจจุบันคุณมีเงินเก็บตามนั้นหรือยังคะ???????
หากสำรวจดูแล้ว พบว่า ?กระปุกออมสิน? ของคุณยังขาดเงินอยู่อีกมาก ก็ขอแนะนำให้คุณเริ่มทบทวนการเก็บเงินของคุณตั้งแต่วันนี้ โดยมี 5 วิธีที่จะช่วยให้การเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ได้แก่? 1. ลดรายจ่ายลง 2. เพิ่มรายได้ 3. เก็บออมเงินให้มากขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลต่อเนื่องมาจาก 1 และ 2 ด้วยค่ะ) 4. เกษียณให้ช้าลง ทำงานให้นานขึ้น และ 5. หาวิธีออมเงินแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ถึงตอนนี้คุณบางคนอาจขอค้านว่า วิธีอื่น ๆ ไม่ติดใจสงสัยเท่าไร แต่วิธีเก็บออมเงินเพิ่มนี่สิ ลำพังรายได้ปัจจุบันยังใช้ไม่พอเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนเหลือมาหยอดกระปุกกันล่ะ? ดิฉันขอให้คุณมองกลับด้านอย่างนี้ค่ะว่า ให้ตั้งเป้าไว้ก่อนว่าคุณจะต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร แล้วกันเงินส่วนนั้นแยกออกมาเก็บไว้ โดยเงินส่วนที่เหลือจากเก็บถึงค่อยเป็นเงินที่คุณนำไปใช้จ่ายค่ะ
ส่วนคุณที่กำลังสงสัยว่าวิธีออมเงินแบบได้ผลตอบแทนสูงขึ้นคืออะไร? จริง ๆ แล้วสำหรับทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุน ก็มีตั้งแต่การฝากเงินกับธนาคาร การซื้อทองคำ หรือเครื่องประดับมีค่าจำพวกเพชร พลอย การซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถัดมา ก็เป็นรูปแบบของการลงทุนในตราสารทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนด้วยตัวเอง (อย่างการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หุ้นกู้ ฯลฯ ซึ่งก็มีประเด็นแยกย่อยไปอีกค่ะว่า เป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรืออยู่นอกตลาดฯ) และการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะมีบริษัทจัดการทำหน้าที่รวบรวมเงินของผู้ลงทุนรายย่อย แล้วมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทำหน้าที่บริหารกองเงินค่ะ???
ก่อนจากอยากฝากไว้ค่ะว่า สำหรับคุณที่ยังนิยมรูปแบบการออมเงินด้วยการนำเงินทั้งหมดฝากธนาคารเอาไว้ จริงอยู่ค่ะว่าที่ผ่านมาคุณมั่นใจได้ว่าเงินต้นจะไม่สูญ แต่หากคุณลองคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่คุณได้รับจากการฝากเงินแล้ว หากพบว่า อย่างหลังต่ำกว่าอย่างแรก นั่นก็คือเงินต้นของคุณในความจริงได้ลดลงค่ะ และเมื่อมองไปในอนาคตอีกไม่นานนี้ ที่จะมีสถาบันประกันเงินฝาก คราวนี้เงินต้นแบบชัวร์ ๆ ของคุณที่ฝากธนาคารไว้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนแล้วซีคะ เห็นทีคุณต้องลองมองทางเลือกการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ นอกจากเงินฝากธนาคารบ้างแล้วล่ะค่ะ นอกจากนั้น อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะคะ ตามหลักที่ว่า ?อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว? ค่ะ
คราวนี้คุณ ๆ ได้รู้วิธีสำรวจ ?กระปุกออมสิน? และรู้จักทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุนกันไปแล้ว ครั้งต่อไปมาติดตามกันค่ะว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่กำลังฮ็อตฮิตเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงคนทำงานนั้น จะเป็นตัวช่วยให้กับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณได้อย่างไรบ้าง … แล้วพบกันค่ะ
ที่มา:
คอลัมน์ หน้าต่าง ก.ล.ต.
โดย ณัฐญา นิยมานุสร
สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.
ประจำวันที่ 21 ก.ย. 47
เคล็ดลับความสำเร็จของคนรวยที่สุดในโลก (RichMan Strategy)
เคล็ดลับของ บิล เกตส์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี 10 ประการ ดังนี้
1. จังหวะชีวิตที่ถูกกาลเวลา
2. หลงรักเทคโนโลยีอยู่สูงสุด
3. บดขยี้คู่แข่งเพื่อชัยชนะในธุรกิจ
4. เลือกจ้างคนที่มีความฉลาดหลักแหลม
5. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
6. อย่าคาดหวังว่าจะไม่มีศัตรูในธุรกิจ
7. จะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และเข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง
8. สร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่
9. สร้างบรรยากาศการทำงานแบบบริษัทเล็กๆ
10. อย่าประมาท
ที่มา: http://www.budmgt.com/topics/top01/richmanstrategy.html
การทำกองทุนการศึกษาให้ลูกนั้น ความสำคัญไม่ใช่จำนวนเงินที่ลูกจะได้รับเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังสร้างนิสัยการออมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว โดยบอกลูกว่า “พ่อจะเพิ่มเงินค่าขนมให้ลูกจากเดิมวันละ 20 บาทเป็น 40 บาท แต่ 20 บาท ที่เพิ่มให้นั้น ให้ลูกหยอดกระปุกออมสินไว้ทุกๆวัน พอครบเดือนได้เท่าไร? พ่อจะสมทบให้อีกเท่าตัว เอาไปฝากธนาคาร ครบปีก็จะมาเก็บเป็นกรมธรรม์กองทุนการศึกษาลูก จะได้จบปริญญาตรี โท หรือเอกต่อไป”
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นิสัยการออม และไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือฟุ่มเฟือย เมื่อเขาโตขึ้นจะเป็นเยาวชนคนดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
คุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง
หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก
ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร
คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด
แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ %
คุณตัดสินใจควักเงิน ๗,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน
ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง
แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ
แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น
คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ?
ถ้าคุณยิ้มไม่ออก ก็น่าถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป
อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ?
แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง
เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่?
คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น
ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่
คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้
จึงมีผู้กล่าวว่าการเปรียบเทียบเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์
เคยสังเกตหรือไม่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของตัว
แฟนของคนอื่นสวย(หรือหล่อ)กว่าแฟนของตัว ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของตัว
และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของตัว
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก
แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที
อย่าว่าแต่ของที่ซื้อมาด้วยเงินของตัวเลย แม้ของที่เราได้มาฟรี ๆ
เช่น ได้โทรศัพท์มือ ถือมาฟรี ๆ ๑ เครื่อง
ที่จริงน่าจะดีใจ แต่เมื่อรู้ว่าคนอื่นได้รับแจกรุ่นที่ดีกว่าและแพงกว่า
จากเดิมที่เคยยิ้มจะหุบทันที แถมยังจะทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้รับแจกด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นใช่ไหม ?
ทั้งๆ ที่ตนมีโชคแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนโชคไม่ดีเหมือนคนอื่น
ความทุกข์ของผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไปมองคนอื่นมากเกินไป
เราจึงไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นเสียที แม้ว่าจะสวยหรือหุ่นดีเพียงใด
ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เหร่ ผมไม่สลวย ผิวคล้ำไป
แถมวงแขนก็ไม่ขาวนวลเหมือนดารา
แต่เมื่อใดที่เราหันมาพอใจกับสิ่งที่ตนมี
มองเห็นแง่ดีของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่
ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้นมามากมายทันที
จิตใจจะเบาขึ้น และชีวิตจะหายเหนื่อย
เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่ล่าหาซื้อสิ่งของต่าง ๆ มากมาย
เพียงเพื่อจะได้มีเหมือนคนอื่นเขา
พอใจในสิ่งที่เรามีภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น
เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่กับตัว
นี้คือเคล็ดลับสู่ชีวิตที่เบาสบายและสงบเย็น
โดย พระไพศาล วิสาโล
การออม คือ ?การเก็บสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสิทธิใดๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้? การออมมิใช่ส่วนของรายได้ที่เหลือจากการบริโภค ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่หยาบเกินไป นำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยการออม จะต้องประกอบด้วยความตั้งใจเพื่อประโยชน์ในอนาคตด้วย ครัวเรือนอาจสำรองอาหารไว้บริโภคในหน้าแล้ง (ถ้าเป็นคำจำกัดความของเคนส์ ก็ไม่ใช่การออม แต่เป็นการบริโภคที่ได้จ่ายไปแล้ว) อาจเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่ออนาคต อาจซื้อทองคำเก็บไว้เผื่อมีเหตุจำเป็นก็นำออกขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในอนาคต อาจฝากธนาคารไว้ เพื่อใช้จ่ายในอนาคต พร้อมทั้งดอกเบี้ย หากธนาคารไม่โกงไปเสียก่อน วิธีการเหล่านี้คือการออม
ทองคำนั้นเหลืองอร่ามไม่มีดำ แนวโน้มราคาไม่เคยตก แม้รายวันรายเดือนอาจราคาตกลงบ้าง เอาทองคำไปที่ไหนก็ขายได้ คนไทยเราในอดีตก็ออมเงินโดยซื้อทองคำให้ลูกสาวสวมใส่ เมื่อถึงเวลาหน้าทำนา ก็ยืมสร้อยคอลูกสาวออกมาขาย แม้จะขาดทุนค่ากำเหน็จไปบ้างเล็กน้อย ก็ยังดีกว่ากู้เงินนายทุนมาทำนา
ควรออมโดยการซื้อทองคำเมื่อไร?
การออมโดยการซื้อทองคำ เหมาะสำหรับเหตุการณ์ที่มีองค์ประกอบ 2 ประการเกิดขึ้น(ทั้งสองประการ) คือ
1. ค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย และ
2. ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ
เมื่อค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ออมเงิน ซึ่งได้ดอกเบี้ยเป็นส่วนเพิ่ม คือส่วนเพิ่มของเงินออม น้อยกว่า ส่วนลดค่าของเงินออม (บางคนเรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ) คือ ได้น้อยกว่าเสีย อำนาจซื้อของเงินออมจึงลดลงกว่าเดิม เช่น ออมเงินไว้ 100 บาท ถ้าซื้อสินค้าวันที่ออม ได้สินค้าปริมาณหนึ่ง หากเก็บเงิน 100 บาท นี้ฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เมื่อสิ้นปีก็มีเงิน 105 บาท แต่ถ้าค่าครองชีพเพิ่ม 10 % เมื่อสิ้นปีนำเงิน 105 บาท ซื้อสินค้าเดิมไม่ได้แล้ว ฉะนั้นผู้ออมก็จนลงกว่าเดิม การออมโดยวิธีเก็บเงินฝากธนาคารจึงไม่ใช่วิธีการที่ดี ควรออมด้วยวิธีอื่น
เมื่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ การออมโดยการซื้อทองคำเก็บไว้จะไม่ทำให้อำนาจซื้อลดลง เช่น ตั้งใจนำเงิน 100 บาท ซื้อทองคำเก็บไว้ เพื่อขายในอนาคต ราคาทองคำตอนเริ่มออมมิลลิกรัมละ 0.50 บาท ซื้อได้ 200 มิลลิกรัม เมื่อสิ้นปี ค่าครองชีพเพิ่ม 10% ราคาทองคำเพิ่ม 50% นำทองคำ 200 มิลลิกรัมออกขายได้ 150 บาท สินค้าที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 100 บาทตอนเริ่มออมเงิน บัดนี้ตอนสิ้นปีต้องใช้เงิน 110บาท จึงซื้อได้ แต่ผู้ออมมีเงิน 150 บาท จึงซื้อสินค้าจำนวนนั้นได้ แล้วยังเหลือเงินอีก 40 บาท นับว่าผู้ออมรวยขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าราคาทองคำ การซื้อทองคำออมไว้จะไม่พอซื้อสินค้าปริมาณเดิม หรือถ้าอัตราดอกเบี้ยมากกว่าอัตราเพิ่มของราคาทองคำ การนำเงินฝากธนาคารย่อมได้ผลดีกว่า เพราะในอนาคตจะมีเงินมากกว่าการนำทองคำออกขาย
ที่มา: http://www.krirk.ac.th/education/dr_boonserm
เมื่อเราประกอบสัมมาอาชีพได้รายได้มาจำนวนหนึ่ง จะมากจะน้อยเท่าไรไม่สำคัญ นำไปใช้จ่ายซื้อหาสิ่งของเท่าที่จำเป็น อย่าให้ต้องลำบากขาดแคลน สิ่งใดที่มีมูลค่าสูงยังมิจำเป็นต้องให้ได้มาอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็ให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทยอยเก็บหอมรอมริบสักระยะเวลาหนึ่งจนมากพอจึงค่อยซื้อ โดยทั่วไปเรามักจะวางแผนการใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าว่า เราต้องการซื้ออะไร เท่าใด เมื่อไร ถ้ามีเงินไม่เพียงพอก็คิดวิธีกู้หนี้ยืมสิน รูดบัตรเครดิตไป ก่อนผ่อนคืนเขาทีหลัง ทำให้ไม่รู้จักคำว่าเงินเหลือใช้สักที รู้จักแต่เงินไม่พอใช้ เหตุเพราะเราไม่ยอมรอคอยเวลาที่เหมาะสม ไม่มีการวางแผนสะสมเงิน เรามักนำเงินที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน แทนที่จะสะสมเงินใน ปัจจุบันเพื่อไปใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งเราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องเหลือในแต่ละเดือนหลังจากการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นแล้ว คำถามตามมา ?จำนวนเงินเหลือใช้ต้องมีจำนวนเท่าใด?? คำตอบก็ คือ เราต้องการใช้จ่ายเพื่อเป้าหมายในอนาคตเท่าไร และเมื่อไร มาทดลองคิดคำนวณกันดีไหม ? ??..
ที่มา: http://www.thaimutualfund.com/AIMC/aimc_basicKnowledge.jsp?pg=2