นางเยาวลักษณ์ พูลทอง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ (ไออาร์) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยว่า ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ธนาคารได้รับเชิญจากบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร และบริษัท เมอร์ริน ลินช์ ไปนำเสนอข้อมูลหรือโรดโชว์รวม 2 งาน ที่ประเทศอังกฤษ และบริษัท เครดิตสวิส ได้จัดให้เฉพาะธนาคารกรุงศรีอยุธยาไปให้ข้อมูลแก่ลูกค้าที่สหรัฐอเมริกา
“นัก ลงทุนต่างชาติสนใจข้อมูลของเรามากขึ้น เพราะต้องการซื้อหุ้นหลังเห็นผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่กลุ่มจีอีเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อประมาณ 3 ปี และมั่นใจผลงานปีนี้จะเป็นไปตามเป้าทุกด้าน โดยสินเชื่อน่าจะถึง 3.5 หมื่นล้านบาท หรือขยายตัว 6% เนื่องจากการซื้อพอร์ตสินเชื่อจากจีอีมันนี่ในไตรมาสนี้และยังมีกำไรดีด้วย” นางเยาวลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำประมาณ 10 เท่า เพราะผลจากการเพิ่มทุน ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างผลการดำเนินงานต่อไป

ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติถือหุ้น BAY ประมาณ 47% ของทุนชำระแล้ว คงเหลืออีก 2% หรือกว่า 100 ล้านหุ้น ก็เต็มเพดาน 49% โดยยังไม่รวมการถือในรูปเอ็นวีดีอาร์อีก 10% ส่วนกลุ่มจีอีถือ 33% และกลุ่มรัตนรักษ์ถือ 25%
นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BAY กล่าวว่า แนวโน้มกำไรในปี 2552 น่าจะดีขึ้นกว่าปีก่อน เพราะไม่มีผลขาดทุนจากตราสารซีดีโอเหมือนปีก่อน และยังมีกำไรจากการซื้อกิจการ ส่วนแผนงานปีหน้า คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตประมาณ 6%
ล่าสุดนิตยสารเอเชีย นแบงเกอร์ ได้ จัดอันดับให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาครองอันดับที่ 1 ในเรื่องนักลงทุนสัมพันธ์ จากการสำรวจธนาคารทั้งหมด 150 แห่ง
ที่มา: http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=74651 และ http://tungblog.atikomtrirat.com/2009/11/bay.html
กฎการลงทุนทีคิดค้นโดย Victor Sperandeo ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนทีประสบความสำเร็จ
ในตลาดหุ้น wall Street มาตลอดระยะเวลา 23 ปี โดยได้เขียนหนังสือที่ชื่อ Methode of Wall Street ซึ่งเป็นกฎแห่งการลงทุน 19 ข้อ ซึ่งเหมาะสำหรับการลงทุนในระยะสั้น
กฎข้อที่ 1 ลงทุนอย่างมีแบบแผน และปฏิบัติตามแผนที่ตนเองวางไว้อย่างเคร่งครัด
ผู้ลงทุนจะต้องมีเป้าหมายและคำนวณถึงโอกาสที่จะไปเป้าหมาย โดยการกำหนดแนวทางในการตัดสินใจ ในการลงทุน ต้องรู้จักประเภทการลงทุนของตัวเอง ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องทราบว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทใด ระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว
กฎข้อที่ 2 เล่นหุ้นตามแนวโน้มของตลาดที่เป็นอยู่
นักลงทุนต้องรู้ว่าขนาดนั้นตลาดอยู่ในแนวโน้มระยะใด ไม่ว่าแนวโน้มระยะสั้น แนวโน้มระยะกลาง หรือแนวโน้มระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวโน้มล้วนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
กฎข้อที่ 3 วางแผนในการตัดขาดทุนเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด
นักลงทุนต้องกำหนดระดับราคาที่จะตัดขายหุ้นเมื่อหุ้นลงถึงจุดที่กำหนด โดยการที่เรายอมตัดขาดทุนเพียงเล็กน้อย ดีกว่าปล่อยให้ราคาหุ้นตกลงไปจนไม่กล้าตัดสินใจขาย การตัดขาดทุนควรกำหนดไว้เมื่อราคาหุ้นตกลงไปในระดับ 10-20 %
กฎข้อที่ 4 เมื่อไม่มั่นใจในทิศทางของตลาด ควรหยุดรออยู่ข้างนอกตลลาด
ถ้านักลงทุนอ่านสภาพตลาดไม่ออก ถ้าไม่มีหุ้นอยู่ในมือ ควรหยุดรอไม่ควรซื้อ หรือถ้ามีหุ้นอยู่ควรจะทยอยลดพอร์ตลง โดยนักลงทุนไม่ควรเล่นหุ้นในช่วงทีตลาดที่มีอารมณ์ของคนทั่วไปครอบงำ ไม่ว่าความโลภ หรือความกลัว
กฎข้อที่ 5 รอจังหวะอย่างอดทน
ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อ หรือไม่ควรซื้อหุ้นทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นบริษัทใด โดยต้องรอให้สิ่งต่างๆมีความชัดเจน สามารถพิจารณาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเข้าลงทุน
กฎข้อที่ 6 เมื่อหุ้นขึ้นให้ขายช้า เมื่อหุ้นตกให้ขายเร็ว
เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ควรปล่อยให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องรีบขายทำกำไร แต่เฝ้าดูตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงหรือเข้าจังหวะในการลงทุนผิด ต้องตัดขายให้เร็ว
กฎข้อที่ 7 อย่าทำกำไรให้กลายเป็นขาดทุน
โดยมีหลักการว่าเมื่อราคาหุ้นขึ้นไป 1/3 ของเป้าหมายที่วางไว้ ควรจะตัดขายหุ้นออกมาประมาณ 1 ใน 3
กฎข้อที่ 8 ซื้อเมื่อหุ้นมีราคาต่ำ ขายหุ้นเมื่อหุ้นมีราคาสูง
สิ่งที่นักลงทุนในระยะสั้นต้องจดจำคือ เมื่อแนวโน้มระยะสั้นราคาอ่อนตัว ให้ซื้อลงทุนได้
กฎข้อที่ 9 ช่วงต้นของตลาดกระทิง ให้ทำตัวเป็นนักลงทุน และเป็นนักเก่งกำไรเมื่อ อยู่ในช่วงท้ายของตลาดกระทิง และตลาดหมี
เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแนวโน้มจากภาวะหมี กลับขึ้นสู่ภาวะกระทิง จะต้องเป็นนักลงทุนในระยะกลาง ไม่ควรเล่นเก่งกำไรซึ่งจะทำให้ผลกำไร หดลงไป แต่หากภาวะตลาดกลับจากกระทิงเป็นภาวะหมี การลงทุนต้องเปลี่ยนไปเป็นเล่นระยะสั้นเก่งกำไร
กฎข้อที่ 10. การซื้อถัวเฉลี่ยจะทำให้ขาดทุนเพิ่มมากขึ้น
เพราะจะทำให้นักลงทุนจมสู่การขาดทุนไปมากยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรขายตัดขาดทุนเพื่อที่จะรอโอกาสกลับมาซื้อใหม่ในราคาที่ถูกลง
กฎข้อที่ 11.อย่าซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาต่ำ และอย่าขายเพราะเห็นว่าหุ้นราคาสูงโดยไม่พิจารณาปัจจัยต่างๆให้ถ่องแท้
โดยไม่ควรนำเอาอดีตที่ราคาหุ้นได้ตกลงมาถึงจุดที่เคยลงมา และไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะไม่สามารถผ่านจุดที่เคยขึ้นไปถึงได้
กฎข้อที่ 12.ลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง
การลงทุนในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ นักลงทุนตัวไปจะไม่มั่นใจในตลาด ซึ่งเป็นความกลัวในภาวะต่างๆ จะเกิดความไม่แน่นอนในการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง
กฎข้อที่ 13.อย่าลงทุนในช่วงปลายตลาดขาขึ้น
เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วไปขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างถ่องแท้ จึงอาจพลาดในการซื้อหุ้นในราคาสูง
กฎข้อที่ 14.การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นต้องอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น
ไม่ควรที่จะเชื่อข่าวลือต่างๆ ที่ทำให้หลงให้เราเข้าไปติดหุ้น
กฎข้อที่ 15.หากเกิดความผิดพลาดต้องนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
เพื่อจะได้ปรับปรุงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะได้นำอดีตกลับไปเป็นครูเพื่ออนาคตต่อไป
กฎข้อที่ 16.เทคโอเวอร์ ข่าวอันตราย
กฎข้อที่ 17.การส่งคำสั่งซื้อขายแต่ละครั้งต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
กฎข้อที่ 18.บันทึกคำสั่งซื้อขายทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานต่อไป
กฎข้อที่ 19.จดจำและปฏิบัติตามกฎ ทั้ง 18 ข้อ
ที่มา: http://www.siaminfobiz.com/mambo/content/view/1940/60/