เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)
รัฐพร คำหอม
ช่วง นี้หันไปทางไหนจะหยิบจะจับอะไร คิดแล้วคิดอีก เพราะว่าราคาข้าวของปรับขึ้นไปหมด ของกิน ของใช้ เฮ้อ…มนุษย์เงินเดือนคงมีชะตาไม่ได้ต่างกันมากนัก ในยุคข้าว (หา) ยาก เพราะจะซื้อแต่ละที ก็ต้องจำกัดจำเขี่ยได้คนละไม่กี่ถุง ราคาข้าวถุง 5 กิโลกรัม
ที่เคยเห็นทำโปรโมชัน แข่งราคากัน 89 บาท 99 บาท หายไปไหนหมด (หว่า) โน่นแน่ะ ราคาพุ่งขึ้นไปถึงละ 200 บาท เดินหยิบพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีข้าวลดราคาซ่อนอยู่ตรงไหนเลย…
ส่วนหมาก (อ้อ ยุคนี้ไม่ค่อยมีใครรับประทานหมากแล้ว แต่สำนวนสุภาษิต ข้าวยากหมากแพง ปล่อยให้เป็นความงดงามของภาษาต่อไป อย่าไปหัวหมุนเลยดีกว่า กับผู้ชายจะหน้าตัวผู้ หรือหน้าตัวเมีย อ้าวๆๆ คนละเรื่อง) ส่วนหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ นม เรียกได้ว่าของกินแทบทุกอย่าง ดาหน้าปรับราคาขึ้นกันไปทั้งนั้น แต่เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน นี่ซิ จะขึ้นแต่ละครั้ง “ตึ๋งหนืด มั่กๆ” แถมยังอยู่ในภาวะเรียกร้องอะไรมากก็จะไม่งาม เพราะอาจถูกเลิกจ้างได้ แป่ว!
ก็ ดูพาดหัวข่าวใหญ่ของโพสต์ทูเดย์เอง เมื่อฉบับวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. “คนงานสะอื้น..! ขึ้นค่าแรง 8 สลึง” โอ้ว 8 สลึง ทำใจลำบากจริงๆ จะจัดสรรการใช้เงินอย่างไรดี ได้แต่ปลอบด้วยบทกลอนที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เพราะนี่ดีกว่าบทกลอน ก็…มีแปดสลึงบรรจบครบได้สองบาท เฮ้อ…(อีกที) เห็นใจกับผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำ
แต่จะว่าไปแล้วต่อให้ผู้ที่อาจมี รายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำ แต่สภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ณ ปี 2551 ที่ราคาน้ำมันก็พุ่ง ข้าว อาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงกันหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานซึ่งมีความรู้ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็ได้รับผลกระทบไม่ได้น้อยหน้า จากการที่ได้ไปพูดคุยกับหลายๆ คน เพื่อต้องการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันว่ายุคนี้ วันๆ ใช้เงินกันอยู่วันละเท่าไหร่
ที่พักใกล้ทำงานคือโชคดีของยุคนี้
ปฏิพัทธ์ ตันกลาง หนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่เพิ่งสัมผัสกับชีวิตทำงานหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละวันตกอยู่ที่ 100 บาท เมื่อออกมาทำงาน ค่ารถไปกลับที่พักกับที่ทำงานตายตัวอยู่ที่วันละ 30 บาท ปฏิพัทธ์หรือโป้บอกว่า เป็นเรื่องโชคดีจริงๆ ที่เลือกที่พักใกล้กับที่ทำงาน เดินทางขึ้นรถประจำทางปรับอากาศต่อเดียวถึง จากที่พักย่านลาดพร้าว 18 ไปทำงานที่ลาดพร้าว 101/3
“เพื่อนผมบางคน นอกจากรถเมล์ต่อเดียวไม่ถึงแล้ว ยังต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถบีทีเอสอีก ก็โดนกันไปหลาย ส่วนค่าอาหารของผมนั้น มื้อกลางวันเดี๋ยวนี้จะแกว่งๆ อยู่ช่วง 50-70 บาท ก็จะมีข้าว น้ำ ขนม เพราะน้ำแข็งเปล่าจากที่เคยฟรีก็คิดราคากันหมดแล้ว ข้าวราดแกงถึงเขาจะไม่ได้ลดปริมาณลง แต่ก็ได้ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงนั้นที่ผมเห็นก็จะเป็นในส่วนราชการ หรือการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าได้มีการปรับฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยรวมถึงผู้ที่ทำงานภาคเอกชนด้วย ก็น่าจะดี”
เมื่อถามว่า ถ้าให้ขออะไรก็ได้ อยากจะขออะไร หนุ่มน้อยคนนี้ไม่มีลังเล คำตอบที่ออกมาทันที คือ อยากเห็นประเทศไทยมีความสมานฉันท์ คนไทยมีความสุขและสันติ อยู่ดีกินดีและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองของชาติ ตลอดไป
ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม
มาถึงอีกหนึ่งสาว เจี๊ยบ-ประไพจิตร โภชน์พันธ์ ข้าราชการระดับ 5 ของกระทรวงใหญ่แห่งหนึ่ง เธอบอกกับเราว่า ใช้เงินแต่ละวันตอนนี้อยู่ที่ 80-100 บาท จากเดิมที่จะใช้ 150 บาท ทำให้สงสัยและได้ถามเธอออกไปว่า มีภาระอะไรเพิ่มขึ้น หรือถูกตัดเงินเดือนหรือเปล่า เธอรีบบอกว่า “ไม่ใช่” แต่เป็นการลดใช้เงินด้วยตัวของตัวเอง เพราะเห็นสภาพเศรษฐกิจแล้ว จึงพิจารณาการใช้เงินของตัวเอง (ดีกว่ารอพึ่งใคร เราคิดต่อให้เอง อิอิ) ให้มากขึ้น
“เดิมนั้นเจี๊ยบได้แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง ของตัวเองมาแล้ว ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำมันเริ่มขึ้นราคาแรกๆ เลยจากลิตรละ 25 บาท ด้วยการย้ายที่พักให้มาอยู่ใกล้กับกระทรวง เจี๊ยบเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อได้บรรจุในกรุงเทพฯ ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ ซึ่งก็ทำให้เป็นผลดีถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่ต้องเสียค่ารถ เพราะที่พักอยู่ใกล้ เดิมนั้นถ้ากลับบ้านดึกๆ ไม่ใช่แค่เสียค่ารถเมล์ ต้องใช้บริการแท็กซี่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นไป เห็นว่าไม่ไหวแล้ว ย้ายที่พักดีกว่า แล้วก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ เราได้เซฟร่างกาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง”
สำหรับเรื่องการรับประทานอาหารใน ปัจจุบัน ประไพจิตร บอกว่า ต้องคิดไม่ต่างกับเรื่องที่พัก เดิมนั้นรับประทานอาหารหลักแล้ว ก็ต้องมีกาแฟเย็นซึ่งราคาอยู่ที่แก้วละ 15 บาท ผลไม้ซื้อมื้อละ 2 ชนิด เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ เธอเลิกดื่มกาแฟเย็นไปแล้ว ถ้าคิดอยากดื่มกาแฟขึ้นมา ก็จะซื้อหาพวกกาแฟซอง ซองละ 5 บาท มาชงดื่มเอง ผลไม้ก็เหลือเพียง 1 ชนิด เพราะได้มาลองคิดดูแล้วว่า บางครั้งซื้อมาด้วยเพียงเพราะความอยาก แต่พอรับประทานจริงก็รับประทานไม่หมด
“จะ คิดเยอะขึ้นค่ะ เมื่อก่อนอยากรับประทานอะไรก็ซื้อๆ ซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมดก็มี แต่หลังจากเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นมาจนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เลยต้องคิดเรื่องการใช้จ่าย การกิน การอยู่ อย่างการสั่งข้าวรับประทานเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกับข้าวเอง ทุกมื้อก็จะพึ่งร้านอาหารค่ะ ก็จะบอกตัวเองวันไหนพออดได้ก็อด เช่น จะไม่สั่งไข่ดาว ข้าวกะเพราเฉยๆ ก็จะไม่พิเศษ เป็นคนธรรมดาก็ได้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งที่รู้เลยว่า พฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนไป คือ จะรับประทานข้าวหมดจาน เมื่อก่อนยังมีเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้หมดเรียบ อาจเพราะเขาให้น้อยด้วยก็ได้ (หัวเราะ)”
สิ่งที่ประไพจิตรอยากขอ ถ้าเผื่อให้ขอได้ก็คือ อยากให้สวัสดิการราชการดีขึ้น เพราะเมื่อมีนโยบายสั่งลงมาว่าอยากให้เป็นเหมือนเอกชน แต่คนไม่เพิ่ม เงินไม่เพิ่มจะให้ทำอย่างไร อยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อได้รับบรรจุมักไม่ใช่จังหวัดที่ตัวเองเกิด ก็ต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นมา
“จะมาให้กู้เหรอ ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเราก็ไม่อยากกู้ ถึงจะดอกเบี้ยน้อยก็เถอะ เพราะโอกาสหนี้ท่วมหัวมีอยู่สูง” ประไพจิตรบอกทิ้งท้าย
จ่ายแต่ละทีต้องมีความรอบคอบ
ตัว อย่างของปฏิพัทธ์และประไพจิตร คงตรงกับคนทำงานหลายๆ คน ที่ถือว่าอยู่ในวัยเริ่มต้นไต่เต้า อายุงาน และตำแหน่งไม่ได้สูงมากนัก การคิดให้มากขึ้นในเรื่องการใช้จ่ายจึงมีเป็นธรรมดา
แต่ว่าเดี๋ยว ก่อน…เฉพาะคนที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน ยศตำแหน่ง ไม่สูงเท่านั้นหรือที่เขาจะคิดกันมาก ลองไปฟังความคิดเห็นของอีกหนึ่งสาว ถึงการใช้จ่ายในปัจจุบัน
ดร.ปัญญลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ วัย 32 ปี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น มาบอกเล่าถึงการใช้จ่ายในปัจจุบันให้ฟังว่า ถ้าเป็นวันทำงานจะใช้เงินน้อยมาก ไม่เกิน 400 บาท เริ่มต้นจากขับรถจากบ้านมาที่ทำงาน ซึ่งโชคดีมากที่บ้านไม่ไกลจากที่ทำงาน อยู่ในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริษัทที่มีกาแฟจัดให้ดื่มอยู่แล้วก็ตัดไปได้เรื่องหนึ่ง พอมาถึงมื้อกลางวัน ส่วนใหญ่ออกไปรับประทานร้านอาหารในละแวกบริษัทนั่นเอง 1 มื้อก็ตกอยู่ราว 150 บาท ตอนบ่ายมีขนมดื่มคู่กับน้ำชาเสียหน่อย ก็จะเสียค่าขนมอีก 30-40 บาท ตกเย็นสบายหน่อยมีคุณแม่เป็นที่พึ่ง รับประทานข้าวบ้านสบายใจกว่ากันเยอะ แต่ถ้ามีนัดต้องไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนๆ วันนั้นค่าใช้จ่ายก็อาจจะเพิ่มมากอีก 300-400 บาท
“ที่จะเป็นค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของส่วนตัว วันทำงานก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรมาก แต่ถ้าวันหยุดก็อาจไปช็อปปิ้ง โดยเรื่องอาหารการกินนั้น อย่างไรก็ไม่ยอมอดแน่นอน แต่จะไปใช้วิธีคิดมากขึ้น ทั้งคิดมากและยั้งคิดค่ะ ว่าสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นๆ เรายังไม่จำเป็น ของแต่งตัวถึงแม้อยากได้แต่ยังไม่ซื้อดีกว่า เพราะสถานการณ์ค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ค่าน้ำมันขึ้นมา 20-30% ไม่มีใครบอกได้ด้วยว่าจะหยุดอยู่แค่นี้หรือเปล่า ก็เลยจะคิดเวลาจะซื้ออะไรแต่ละอย่าง บางทีของส่วนตัวที่ไม่ได้จำเป็น หรือของที่อยากได้แต่มันฟุ่มเฟือยตัดไปเลย แต่ยังมีของจำเป็นพวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เพราะก็เกี่ยวเนื่องกับการทำงานด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ตัด คือ เรื่องการทำบุญ ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง (บ้านเธออยู่ชานเมือง) ก็จะมาทำบุญบริจาคโลงศพ”
สิ่งที่ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นก็คงเหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ คือ อยากให้บ้านเมืองสงบ แล้วขอให้รัฐบาลตั้งใจจริงในการทำงาน เพราะมีผลอย่างมากกับการดำรงชีวิตของประชาชน บางคนอาจไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไร นักการเมืองอยากทะเลาะก็ทะเลาะกันไปซิ แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวที่เขาจะบริหารประเทศ หรือกำหนดเป็นนโยบายอย่างไร เพื่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
เห็นอย่างนี้แล้ว คงเป็นแนวทางสรุปการปรับตัวในยุคข้าวของแพงกันได้บ้างแล้ว วิธีการรับมือของแต่ละคนเป็นพื้นฐานที่ใครก็ใช้ได้ เพราะขณะนี้ไม่ว่าคนระดับไหนก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ดังนั้น มาสร้างพลังร่วมกันกับสิ่งที่ ปฏิพัทธ์ ประไพจิตร และ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นกันดีไหมคะ… ความสุขสงบของบ้านเมือง ความตั้งใจบริหารงานของรัฐบาล ความสมานฉันท์ ความอยู่ดีกินดี อยู่ที่ไหน? ประชาชนเขาจะเดินหน้าหากันแล้วนะ อย่ามัวแต่…มิได้นำพา
บลจ. กสิกรไทย เชื่อกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลียังโดนใจผู้ลงทุน เตรียมส่งเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ และเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ ขายพร้อมกันในวันที่ 9-15 มิถุนายน นี้
นายนคร ตามไท ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและสื่อสารการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจะเปิดขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี อีก 2 กองทุน ในวันที่ 9-15 มิถุนายน 2552 ได้แก่ กองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอโอ (KKG1YAO) และกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) เพื่อรองรับผู้ลงทุนที่ยังคงต้องการลงทุนโดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจูงใจกว่าเงินฝาก และเชื่อมั่นในการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี1 ปี เอโอ (KKG1YAO) มีระยะเวลาลงทุนประมาณ 1 ปี มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ลงทุน ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนภายใต้รอบระยะเวลาลงทุนที่สั้นขึ้น ด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 10 เดือน เอ (KKG10MA) ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนประมาณ 10 เดือน มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท
“กองทุนพันธบัตรเกาหลีทั้ง 2 กองทุน ยังคงเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ จาก Moody’s / Standard and Poor’s / FITCH Rating โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้น ที่ P1 / A1 / F1 และ ระยะยาวที่ A2 / A / A+ ตามลำดับ ซึ่งการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับสูงจากสถาบันชั้นนำของโลกเช่นนี้ ยังคงชี้ชัดถึงเสถียรภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารที่ยังอยู่ในระดับสูง ผู้ลงทุนจึงเชื่อมั่นได้ในด้านคุณภาพและระดับความเสี่ยงของตราสารที่เลือกลงทุน นอกจากนี้ ทั้ง 2 กองทุนยังคงนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 100% นับว่าเพิ่มความอุ่นใจในการลงทุนได้อีกขั้นหนึ่ง” นายนครกล่าว
นายนครกล่าวต่อไปว่า โอกาสรับผลตอบแทนจากทั้ง 2 กองทุนยังคงอยู่ในระดับที่ดี และคาดว่าจะให้โอกาสรับผลตอบแทนที่จูงใจกว่าเมื่อเทียบกับเงินฝากประจำ และพันธบัตรรัฐบาลในประเทศที่มีอายุตราสารใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีแต่ละกองทุนมีระยะเวลาการเสนอขายที่ต่างกันอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่างกันไปบ้างเล็กน้อยตามสภาวะของตลาดในแต่ละช่วง
ผู้ที่สนใจลงทุน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และ บลจ.กสิกรไทย จำกัด ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท
ในปี 2552 บลจ.กสิกรไทย จำกัด เสนอขายกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี ไปแล้วทั้งสิ้น 14 กองทุน ประกอบด้วยกองทุนเปิดเค พันธบัตรเกาหลี 1 ปี เอเอ, เอบี, เอซี, เอดี, เออี, เอเอฟ, เอจี, เอเอช, เอไอ, เอเจ, เอเค, เอแอล, เอเอ็ม และเอเอ็น ยอดระดมทุนกว่า 40,000 ล้านบาท
การเข้าสู่ความพอเพียงตามขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ )
ที่มาแห่งพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่”
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่บ้านกุดตอแก่น ต.กุดสินคุ้มใหญ่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 ได้ทรงเห็นสภาพความยากลำบากของราษฎรในการทำการเกษตรในพื้นที่อาศัยน้ำฝน (ปลูกข้าวได้ประมาณ 1 ถัง / 1 ไร่) เพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น มีความเสี่ยงในการเสียหายจากความปรวนแปรของดินฟ้าอากาศ และฝนทิ้งช่วง ซึ่งสภาพดังกล่าวคงเป็นสภาพปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าจะมีการขุดบ่อน้ำไว้บ้างก็มีขนาดไม่แน่นอน น้ำใช้ยังไม่พอเพียง รวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงศึกษา รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และได้พระราชทานพระราชดำริ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก พระราชดำรินี้ ทรงเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นแนวทางการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทรงทดลองเป็นแห่งแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
เหตุที่เรียกว่า “ทฤษฎีใหม่”
- มีการจัดแบ่งที่ดินออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรรายย่อยเนื้อที่ที่ถือครองขนาดเล็ก ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
- มีการคำนวณปริมาณน้ำกักเก็บให้เพียงพอในการเพาะปลูกตลอดปีโดยหลักวิชาการ
- มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ ให้แบ่งพื้นที่ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรไทยมีเนื้อที่ถือครองประมาณ 10 - 15 ไร่ ต่อครอบครัว และแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ (1) แหล่งน้ำ (2) นาข้าว (3) พืชผสมผสาน (4) ที่อยู่ โครงสร้างพื้นฐานในอัตราส่วนร้อยละ 30:30:30:10 ตามลำดับ โดยมี 3 ชั้น ๆ ละ อัตราร้อยละ 30 ดังนี้
ส่วนแรก ร้อยละ 30 ให้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝนไว้เพาะปลูกและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้งได้ตลอดปี ทั้งยังใช้เลี้ยงปลาและปลูกพืชน้ำ พืชริมสระเพื่อบริโภคและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย โดยพระราชทานแนวทางการคำนวณว่าต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ และบนสระน้ำอาจสร้างเล้าไก่ เล้าหมูได้ด้วย
ส่วนที่สอง ร้อยละ 30 ให้ทำนาข้าว เนื่องจากคนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก โดยมีเกณฑ์เฉลี่ยเกษตรกรบริโภคข้าวคนละ 200 กิโลกรัมข้าวเปลือกต่อปี เกษตรกรมีครอบครัวละ 3 - 4 คน ดังนั้น ควรปลูกข้าว 5 ไร่ ผลผลิตประมาณไร่ละ 30 ถัง ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ
ส่วนที่สาม ร้อยละ 30 ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้ทำเชื้อเพลิง ไม่สร้างบ้าน พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อการบริโภคและใช้สอยอย่างพอเพียง หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ต่อไป
ส่วนที่สี่ ร้อยละ 10 เป็นที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ เช่น ถนน คันดิน ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเพาะเห็ด พืชผักสวนครัว เป็นต้น
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
หลักการที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นทฤษฎีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน และตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบทั้งหมด มีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกแล้ว และเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สอง และขั้นที่สาม ต่อไปตามลำดับ ดังนี้
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการในด้าน
การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
- เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดินการหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
- เมื่อมีผลผลิตแล้วจะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
- ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร การกินต่าง ๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
- แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริหารที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
- ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
สังคมและศาสนา
- ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าส่วนราชการองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
- เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
- ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
- เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง)
- ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ นั้น พอจะสรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ ได้ดังนี้
- ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยากและเลี้ยงตนเองได้ ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
- ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่าง ๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
- ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
- ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถจะฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
ที่มา:www.tangnamo.com