<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>Money I Can</title>
	<atom:link href="http://www.moneyican.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.moneyican.com</link>
	<description>A Personal saving and investment Guides</description>
	<pubDate>Sat, 02 Jan 2010 18:05:02 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>10 เรื่องเสี่ยง ต้องระวังปีเสือดุ</title>
		<link>http://www.moneyican.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Jan 2010 18:05:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[การใช้ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>

		<category><![CDATA[เรื่องเสี่ยง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=175</guid>
		<description><![CDATA[
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์




เพราะในปี 2010 เป็นปีที่กูรูการเงินหลายคนลงความเห็นว่ายังเป็นปีที่ลงทุน &#8220;ไม่ง่าย&#8221; เพราะปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ยังคงอยู่รายรอบตัว
ลองดูว่า ในทัศนะของคนในแวดวงบริษัทจัดการกองทุน พวกเขามองว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับการลงทุนในปี 2010
&#8220;บุญชัย เกียรติธนาวิทย์&#8221; กรรมการผู้จัดการ  บลจ.ธนชาต  มองว่า  ปี 2009 ที่ผ่านมานับว่า เป็นปีที่หักปากกาเซียนและผู้รู้หลายๆ ท่าน อย่างสิ้นเชิง หากจะย้อนกลับไปตอนปลายปี 2008 หรือต้นปี 2009 หลายๆ ท่าน คงมองภาพการลงทุนในตลาดทุนไม่ดี อันเป็นผลมาจากวิกฤติซับไพร์มอาละวาด จนเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่โลกการลงทุนกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตลาดหุ้นทุกตลาดทั่วโลก พร้อมใจกันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะตลาดหุ้นทางเอเชียที่บางตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบใกล้เคียงใน ระดับก่อนวิกฤติเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่าง เช่นน้ำมัน และทองคำ ก็ทะยานเหนือความคาดหมายอย่างมากในปี 2009 เช่นกัน
&#8220;ถ้าอย่างนั้น ในปี 2010 อันดับแรก ก็ต้องระมัดระวังการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะในปี 2009 ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว โอกาสที่ในปี 2010 จะเพิ่มในระดับเดียวกับปี 2009 นั้นคงเป็นไปได้ยาก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F10-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2587-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F10-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2587-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad.html" height="61" width="51" /></a></div><p><a href="http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://mi9.com/datawallpapers/data/8/483/1229047102/chinese-zodiac-tiger_1024x768.jpg&amp;imgrefurl=http://mi9.com/c8p1g483f1i7369/chinese-zodiac-tiger/&amp;usg=__JaN6vzfkix1BFpiAI8OVEB15MJg=&amp;h=768&amp;w=1024&amp;sz=246&amp;hl=en&amp;start=17&amp;um=1&amp;itbs=1&amp;tbnid=DV3efczrOUkngM:&amp;tbnh=113&amp;tbnw=150&amp;prev=/images%3Fq%3DTiger%2Bsodiac%26hl%3Den%26sa%3DN%26um%3D1"><img src="http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:DV3efczrOUkngM:http://mi9.com/datawallpapers/data/8/483/1229047102/chinese-zodiac-tiger_1024x768.jpg" alt="" width="193" height="146" /></a></p>
<p class="by-line">โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</p>
<div id="media-content">
<div id="picture" class="tabs-container"></div>
</div>
<div id="content" class="clearfix"><span id="advenueINTEXT"></p>
<p><span id="advenueINTEXT"><strong>เพราะในปี 2010 เป็นปีที่กูรูการเงินหลายคนลงความเห็นว่ายังเป็นปีที่ลงทุน &#8220;ไม่ง่าย&#8221; เพราะปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ ยังคงอยู่รายรอบตัว</strong></span></p>
<p><span id="advenueINTEXT"><strong></strong></span>ลองดูว่า ในทัศนะของคนในแวดวงบริษัทจัดการกองทุน พวกเขามองว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับการลงทุนในปี 2010</p>
<p>&#8220;บุญชัย เกียรติธนาวิทย์&#8221; กรรมการผู้จัดการ  บลจ.ธนชาต  มองว่า  ปี 2009 ที่ผ่านมานับว่า เป็นปีที่หักปากกาเซียนและผู้รู้หลายๆ ท่าน อย่างสิ้นเชิง หากจะย้อนกลับไปตอนปลายปี 2008 หรือต้นปี 2009 หลายๆ ท่าน คงมองภาพการลงทุนในตลาดทุนไม่ดี อันเป็นผลมาจากวิกฤติซับไพร์มอาละวาด จนเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่โลกการลงทุนกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตลาดหุ้นทุกตลาดทั่วโลก พร้อมใจกันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว</p>
<p>โดยเฉพาะตลาดหุ้นทางเอเชียที่บางตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบใกล้เคียงใน ระดับก่อนวิกฤติเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่าง เช่นน้ำมัน และทองคำ ก็ทะยานเหนือความคาดหมายอย่างมากในปี 2009 เช่นกัน</p>
<p>&#8220;ถ้าอย่างนั้น ในปี 2010 อันดับแรก ก็ต้องระมัดระวังการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพราะในปี 2009 ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว โอกาสที่ในปี 2010 จะเพิ่มในระดับเดียวกับปี 2009 นั้นคงเป็นไปได้ยาก  ยิ่งผลตอบแทนที่ผ่านมาในปี 2009 ได้นับรวมความคาดหวังว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเข้าไปด้วยแล้ว โอกาสที่ปี 2010 จะทำให้ผู้ลงทุนผิดหวังหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวในระดับอย่างที่คิด ก็ไม่ไกลเกินความเป็นจริงไปเลย  ผมคิดว่าประเทศไทย เป็นประเทศเล็กและมีเศรษฐกิจแบบเปิดกล่าวคือ พึ่งพิงการส่งออกหรือการหารายได้เข้าประเทศเป็นหลัก  ดังนั้น การติดตามปัจจัยจากต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องให้ความสนใจ เป็นพิเศษ&#8221;</p>
<p>&#8220;ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์&#8221; ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน บลจ.อยุธยา  หากมองไปข้างหน้า ปี 2553 นับได้ว่าเป็นอีกปีที่มีความท้าทายไม่แพ้ปี 2552 เช่นกัน โดยแม้ว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ได้เริ่มปรับตัวดีขึ้น และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2553 การลงทุนในปีเสือที่จะถึงนี้ ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ</p>
<p>&#8220;<a class="anchor-link" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%20%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%8C" target="_blank">ลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์</a>&#8221; กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส ให้ความเห็นว่า ปัจจัยที่นักลงทุนควรคำนึงถึง และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด สำหรับการลงทุนในปีหน้ามีหลายประเด็นด้วยกัน สำหรับ บลจ.แอสเซท พลัส มองว่ามี 5 ปัจจัยที่ควรติดตาม ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะการลงทุนหลังจากรัฐบาลถอนสภาพคล่องออกจากระบบ  นโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศ ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้ สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้</p>
<p>Oเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงหรือไม่</p>
<p>ลดาวรรณมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดปัจจัยแรก โดยมีเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นศูนย์กลางในการติดตามความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของโลกในภาพรวม  เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ สะท้อนจากเหตุการณ์วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐในปี 2551 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทำให้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก  การติดตามดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจสหรัฐ จึงเป็นสิ่งที่นักเศรษฐกิจให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ ตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐ</p>
<p>โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานในสหรัฐ ได้ทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 26 ปี อยู่ที่ 10.2% ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานสหรัฐจะแตะจุดสูงสุดที่ 10.5% ในปี 2553 ซึ่งหากอัตราว่างงานในสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน และส่งผลโดยตรงกับภาคการบริโภคที่จะลดลง ซึ่งเมื่อสหรัฐเป็นศูนย์กลางการบริโภคของโลกการที่ความต้องการของภาคการ บริโภคลดลงย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะมีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ  และมีความผันผวนพอสมควร ทั้งนี้ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2553 ว่าจะขยายตัว 3.1% โดยมีเศรษฐกิจจีนและอินเดียเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ การฟื้นตัวจะมาจากภาคสถาบันการเงินที่ได้รับความช่วยเหลือให้มีความแข็ง แกร่งขึ้น และผลด้านบวกจากการใช้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ</p>
<p>บุญชัยบอกว่า ความเสี่ยงอันแรกๆ สำหรับในปี 2010 ที่ต้องเฝ้าติดตาม ก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวังกันหรือไม่ เอกชนสามารถเดินเครื่องได้แล้วหรือยัง หมายความว่า มีการขยายกำลังการผลิต มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานลดลง ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อเพิ่มขึ้น ประเทศพัฒนาแล้วมีความชัดเจนว่าฟื้นตัวแล้ว เหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นอันดับแรกในปี 2010 ที่จะมาถึงนี้</p>
<p>ขณะที่ &#8220;รพี สุจริตกุล&#8221; ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แต่ภาวะการว่างงานในสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 10% ขณะที่ภาคการธนาคารในหลายประเทศ ยังมีความระมัดระวัง และ ไม่พร้อมจะขยายสินเชื่อ ทำให้ภาคการผลิต กิจการขนาดเล็กยังคงอยู่ในความลำบาก ขณะเดียวกันการบริโภคที่ยังไม่แข็งแกร่ง จะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง หากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ไม่สามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง  ขณะที่ปัจจุบันภาระหนี้ของภาครัฐหลายประเทศ เริ่มสูงขึ้น จนบริษัทเรทติ้งส่งสัญญาณเตือน</p>
<p>ด้าน &#8220;วรวรรณ ธาราภูมิ&#8221; กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง ตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจโลก พ้นอันตรายไปแล้วจริงหรือไม่?? นั่นเพราะวรวรรณมองว่าปี 2552 หุ้นในเอเชียขึ้นจากกระแสเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ เพราะจีนเป็นแม่เหล็กใหญ่ที่ดึงดูดเม็ดเงินที่ถอนออกจากตลาดทุนอเมริกันและ ยุโรป  หุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสเม็ดเงินไหลเข้าด้วยทำให้ SET Index ขึ้นไปเกือบ 60% ซึ่งในปี 2552 จึงอยู่ที่โลกสามารถถอยออกจาก The Great Recession ได้  แต่ ปี 2553 จะโฟกัสไปในประเด็นที่ว่าโลกฟื้นแล้วจริงหรือไม่  โดยความเสี่ยงในฐานะการเงินของประเทศต่างๆ และความเสี่ยงจากเงินเฟ้อจะสูงขึ้น</p>
<p>มีกรณีวิกฤติหนี้ของ Dubai World เป็นจุดเริ่มต้น แม้จะเป็นกรณีเล็กๆ  แต่เป็นการเริ่มสะท้อนถึงอาการไข้ไม่หายขาดใน Global Financial Market ประกอบกับกรณีอื่นๆ ในตลาดนานาชาติ  เช่น เวียดนามลดค่าเงินอย่างกะทันหัน และการพุ่งขึ้นสูงของ Greek sovereign spreads  ความสนใจของตลาดจึงจะพุ่งไปที่ความเปราะบางอื่นๆ ของการฟื้นตัวใน Global Financial System  หากมีกรณีเพิ่มขึ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ ความเสี่ยงทางการเงินของโลกจึงกำลังถูกทดสอบอีกครั้ง</p>
<p>ประภาสให้ความเห็นว่า  แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐ มีสัญญาณที่แสดงถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขอัตราการว่างงานกลับพุ่งสูงขึ้น โดยไปอยู่สูงถึง 10.2% ของประชากร ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 26 ปี ก่อนที่จะลดลงเหลือ 10.0% ในเดือนพฤศจิกายน โดยหากอัตราการว่างงานมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจสหรัฐ อาจไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาดหวัง</p>
<p>Oสภาพคล่องหลังทุก ปท.ถอนความช่วยเหลือ</p>
<p>นอกจากนี้ ลดาวรรณยังมองไปที่ประเด็น การถอนความช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลต่างๆ (Exit Strategy) จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเกิดจากพึ่งพาเงินทุนสนับ สนุนจากภาครัฐ ดังนั้นในส่วนของการถอนสภาพคล่องจากระบบของรัฐบาลต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญและควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 2553 คาดว่า รัฐบาลยุโรปจะมีการถอนสภาพคล่องออกจากระบบ และในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลสหรัฐ น่าจะมีการถอนสภาพคล่องออกจากระบบเช่นกัน ซึ่งการถอนสภาพคล่องในกลุ่มประเทศทั้งสองนี้</p>
<p>นอกจากนี้ การถอนสภาพคล่องกลับคืนดังกล่าวจะส่งผลให้มีเม็ดเงินบางส่วนไหลกลับไปยัง ตะวันตก จึงน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 คาดว่า น่าจะเห็นดัชนีอ่อนตัวลงบ้างหลังจากดัชนีปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่ง ซึ่งมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะต่อการเข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เช่น เอเชีย ซึ่งคาดว่าจะเป็นภูมิภาคที่เป็นแรงผลักดันของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก</p>
<p>ทั้งนี้ ในการลงทุน ควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโต มีผลตอบแทนและจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2553 จะเห็นการฟื้นตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น</p>
<p>บุญชัยให้ทัศนะว่า การจัดการกับสภาพคล่องที่มีอยู่อย่างมากมายของแต่ละประเทศ ซึ่งเกิดจากการเข้าแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา และรัฐบาลทุกประเทศอัดฉีดงบประมาณอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะ อเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป</p>
<p>หากรัฐบาลดำเนินการจัดการสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความยั่งยืนขึ้น เพราะในปัจจุบันทุกคนต่างจับจ้องว่า หากรัฐบาลในแต่ละประเทศยังอัดฉีดเงินเข้าระบบ โดยไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะจัดการกับเงินงบประมาณเหล่านี้อย่างไรในอนาคต ค่าเงินของประเทศเหล่านั้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มอ่อนค่าลง และเป็นโอกาสให้การลงทุนทางเลือกอื่นๆ เช่น โภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ</p>
<p>เรื่องสภาพคล่องนั้น รพีเห็นว่าสภาพคล่องที่ท่วมโลก จากการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางต่างๆ ทำให้มีเงินไหลเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เป็นจำนวนมาก  สินค้าหลายอย่าง เช่น ทอง น้ำมัน ทองแดง มีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากราคาปรับขึ้นสูงเร็วเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจกิจมีเงินเฟ้อสูง ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องผ่อนคลายการกระตุ้นเศรษฐกิจลง หรือ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยก่อนภาคเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างแข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แข็งแรงกลับชะลอตัวลงอีกครั้ง ซึ่งความเสี่ยงที่ตามมาคือผลกระทบในทางลบต่อภาคการส่งออกของไทย</p>
<p>วรวรรณมองว่า โลกจะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลต้องถอนการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายและกระตุ้น เศรษฐกิจที่ทุ่มเทลงไปอย่างมหาศาล ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีหน้า  และตลาดพันธบัตรจะกระทบก่อนเป็นตลาดแรก    Dubai Debt Crisis     แม้จะเป็นเคสเล็กๆ  แต่เป็นการเริ่มสะท้อนถึงอาการไข้ไม่หายขาดใน Global Financial Market  ประกอบกับกรณีอื่นๆ ในตลาดนานาชาติ  เช่น เวียดนามลดค่าเงินอย่างกะทันหัน  และการพุ่งขึ้นสูงของ Greek sovereign spreads จะดึงความสนใจของตลาดไปที่ความเปราะบางอื่นๆ ของการฟื้นตัวใน Global Financial System  หากมีกรณีเพิ่มขึ้นอีกจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่</p>
<p>ดังนั้น แม้ว่า ธปท. จะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากสัญญาณบ่งชี้หลายด้าน ที่เริ่มดีขึ้น  จนทำให้ ธปท. มั่นใจว่าสิ้นปีนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมจะติดลบไม่เกิน 3.5% และจะขยายตัวเป็นบวกในปี 2553 นั้น  เรามองว่า ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของภาค การส่งออกของไทยในปีหน้า และจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผันผวนมากขึ้น</p>
<p>Oนโยบายดอกเบี้ยของแต่ละประเทศ</p>
<p>ลดาวรรณให้ทัศนะว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศคาดว่าจะ ไม่ปรับขึ้นมาก และน่าจะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบยังมีอยู่มาก โดยในสหรัฐซึ่งตลาดได้คาดการณ์ว่าเฟดจะขยับดอกเบี้ยขึ้นในปีหน้าเพียง 0.25% หรือ 0.50% ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่จะคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำไปอีกระยะ</p>
<p>สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาจังหวะที่เหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย ทั้งในส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึง แนวโน้มนโยบายการเงินของ FED เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างประเทศที่จะไหลเข้ามามาก</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรจับตามองในการลงทุน เพราะหากมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้น ผู้ลงทุนควรลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 1 ปี เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อตลาดมีการปรับอัตราดอกเบี้ยใน อนาคต หรืออาจปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ลง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น ทองคำ และน้ำมัน เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนส่วนเพิ่ม</p>
<p>ในประเด็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยนั้น  รพีให้ความเห็นว่า ราคาน้ำมันนอกจากมีผลต่อเงินเฟ้อระดับโลกแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในประเทศไทยด้วย  จึงมีผลกระทบคล้ายการที่สหรัฐขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว จะประสบปัญหาชะลอตัวอีกครั้งไปด้วย</p>
<p>เรื่องนี้ วรวรรณเห็นว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยกลางปี หรือ ในไตรมาส 3 ปีหน้า  ส่วนนี้สามารถทำให้เงินย้ายจากตลาด Risky Asset ไปยังตลาดบอนด์ได้  หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีจนเกิดเงินเฟ้อ  ทำให้ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนใน Risky Assets มีการย้ายเงินมาลงทุนในตลาดบอนด์หรือ Money market   ในประเทศไทย   กระทรวงการคลัง ยังเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์มูลค่า 50,000 ล้านบาท อายุ 5-7 ปี โดยเสนอผลตอบแทนที่ประมาณ 4%   ในช่วงไตรมาสหน้า  และ ธ.ก.ส.ก็เตรียมออกบัตรเพิ่มทรัพย์ อายุ 3 ปี วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อขายให้ประชาชนระดับรากหญ้า ในเดือน ก.พ.2553 อีกด้วย   เมื่อมีการแข่งขันกันระดมเงินจากประชาชนทั้งภาครัฐ  กับสถาบันการเงินที่ต้องการเงินไปปล่อยสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ยจะต้องจูงใจพอ</p>
<p>ภาวะเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจช่วงฟื้นตัว  ประภาสมองว่าเมื่อคนเริ่มกลับมาใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง สินค้าเกษตร อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้ปรับตัวลดลง หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาก ธนาคารกลางอาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่เติบโตอย่าง ที่คาด เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจลดลง</p>
<p>Oปัญหาการขาดดุลงบประมาณ</p>
<p>สำหรับการใช้นโยบายขาดดุลของรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ  ส่งผลให้ การลงทุนเพิ่มขึ้นทำให้ระดับรายได้ และการจ้างงานสูงขึ้นจึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่มีการใช้งบประมาณขาดดุลในสัดส่วนที่สูงมาก รวมถึงประเทศไทยเอง ได้มีการใช้งบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการแบบขาดดุลต้องมีความระมัดระวัง เพราะเป็นการเพิ่มหนี้สินภาครัฐอย่างหนึ่ง ซึ่งหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่เป็นไปตามคาดจะเป็นการเพิ่มภาระทางการคลังของรัฐบาลมากกว่าที่ได้ประเมิน ไว้ ส่วนรัฐบาลไทย แม้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นได้แต่รัฐบาลมีแผนจะเพิ่มกรอบการใช้จ่ายสำหรับ โครงการเมกะโปรเจค ฐานะการคลังของรัฐบาลไทย ก็คงจะมีทั้งขนาดของการขาดดุล และระยะเวลาของการขาดดุล ที่มากกว่าประมาณไว้</p>
<p>นอกจากนี้ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ในที่สุดจะเป็นตัวลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งความเสี่ยงของการล่ม สลายทางการเงิน</p>
<p>Oการฟื้นตัวของ ศก.แถบเอเชีย</p>
<p>ประเด็นที่บุญชัยมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องดูต่อไปก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแถบเอเชีย  โดยมี จีน เป็นพี่เบิ้ม ก็ต้องติดตามว่า จะยั่งยืนไหมและจีนสามารถแสดงศักยภาพ ในการเป็นเสาหลักของการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Countries) ได้หรือไม่ ต้องไม่ลืมว่า ในปีที่ผ่าน ผู้ลงทุนต่างคาดหวังว่า เศรษฐกิจของประเทศ Emerging จะสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่า และเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก โดยมีจีน เป็นความหวังหลัก ราคาหุ้นของตลาดหลักๆ ทั่วโลกต่างก็คาดหวังไปในทิศทางนี้กันทั้งหมด ดังนั้น หากมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่า ไม่ได้เป็นในแนวทางนี้ โอกาสปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>Oหนี้เสียของสถาบันการเงิน</p>
<p>ปัจจัยต่อมา ซึ่งหลายๆ คนอาจจะไม่ได้กล่าวถึงกันนัก แต่บุญชัยมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญและเป็นรากฐานของวิกฤติ เศรษฐกิจในปี 2008 นั่นก็คือ หนี้เสียของสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ หากไม่มีความชัดเจนว่าสถาบันการเงินได้แก้ไขปัญหานี้ หรือปัญหาได้ทุเลาไปในระดับหนึ่ง โอกาสที่เราจะเห็นสถาบันการเงินให้กู้แก่ภาคเอกชน อีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้ยากยิ่ง และโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก็ยากลำบากขึ้นเช่นกัน</p>
<p>&#8220;ผมอยากจะเพิ่มประเด็นความเสี่ยงอีกอันหนึ่ง ที่แม้จะไม่สำคัญในปัจจุบัน แต่ดูเหมือนมีการพูดกันมากขึ้น ก็คือ ความเป็นไปได้ของการกีดกันการค้าระหว่างกันในอนาคต เรื่องนี้ มีสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มหยิบยกมาพูดกันมากขึ้น รวมทั้งมาตรการที่เข้มงวดขึ้นจากภาครัฐในการกำกับสถาบันการเงิน ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน&#8221;</p>
<p>Oความไม่แน่นอนทางการเมือง</p>
<p>เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศนั้น ก็ยังคงมีอยู่เป็นเนื่องๆ ทั้งปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชา และปัญหาความขัดแย้งของขั้วการเมืองที่แบ่งแยกเป็นเสื้อสีต่างๆ ซึ่งหากมีการจัดชุมนุมยืดเยื้อ หรือมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ย่อมมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ หรือต่างประเทศ หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขหรือมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จะฉุดความเชื่อมั่นของภาคการลงทุน และการท่องเที่ยว และส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด</p>
<p>ลดาวรรณฝากทิ้งท้ายว่า นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาทั้ง 5 ปัจจัยแล้ว นักลงทุนยังคงต้องติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจ และการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก อาจมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และส่งผลกระทบต่อตลาด เช่น การขอเลื่อนชำระหนี้ของดูไบเวิลด์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ส่งผลต่อสถาบันการเงินในยุโรปพอสมควร ดังนั้น ขอให้นักลงทุนทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในปีเสือดุที่กำลังใกล้จะ มาถึงนี้</p>
<p>รพียังมองว่า ภาวะการเมืองในประเทศ หากมีผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล ก็จะทำให้กระบวนการกระตุ้นเศรษฐกิจกิจ ไม่ต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว เกิดการชะลอตัวอีกครั้ง</p>
<p>วรวรรณเสริมว่า ความเสี่ยงเฉพาะของไทยคือ การไม่สามารถคาดหวังความสงบสุขจากปัญหาการเมืองในประเทศได้  ซึ่งน่าจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน</p>
<p>ขณะที่ประภาสมองว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามว่าจะมีทางออกหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญๆ ในปี 2553 ได้แก่ การตัดสินคดียึดทรัพย์สิน 76,000 ล้านบาทของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะมีพิจารณาคดีนี้ภายในเดือนมกราคมปีหน้า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง นับเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม ว่าจะบานปลายไปถึงการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารงาน และนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ</p>
<p>Oกรณีมาบตาพุด</p>
<p>สำหรับในประเทศไทย บุญชัยมองว่าปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องมาบตาพุด การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากการที่ภาคเอกชน สามารถแสดงให้เห็นว่า ฟื้นตัวแล้ว และปัจจัยปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ตลาดทุนของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ถูกลดบทบาทในสายตาของต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ   ปัญหาความไม่มั่นใจของผู้ประกอบการต่างประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศ รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาล</p>
<p>ปัจจุบัน โลกเชื่อมกันอย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้น ผู้ลงทุนก็คงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารบ่อยขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์ข่าวสารเหล่านั้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น จึงจะมีโอกาสไม่พลาดพลั้งในการลงทุนในปี 2010</p>
<p>วรวรรณให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า มาบตาพุดเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด   เพราะผลกระทบอาจจะรุนแรงจนเกิดความเสียหายที่ขยายวงกว้างเกินเม็ดเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท  เนื่องจากอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมฯ เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่จึงสามารถทำให้เกิดการชะงักงันได้ทั้งหมด  และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจนถึงกับย้ายฐานการผลิต ไปลงทุนในประเทศอื่นได้</p>
<p>ประภาสบอกว่า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 หรือกรณีล่าสุดที่ 65 โครงการ จากทั้งหมด 76 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถูกระงับ นับเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยความกังวลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน และการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ</p>
<p>Oโรคหวัดและภัยธรรมชาติ</p>
<p>รพีมองว่าประเด็นเกี่ยวกับภาวะโรคร้อนและภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวไทย</p>
<p>Oการปรับฐานของหุ้น</p>
<p>ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่วรวรรณบอกคือ ครึ่งแรกของปี 2553  หุ้นอาจจะปรับฐานลงเพราะขึ้นไปมากและรวดเร็วแล้วในปี 2552  นักลงทุนจึงจะเริ่มระมัดระวังการลงทุนใน Risk Assets มากขึ้น   โดยต้องการผลตอบแทนที่สูงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น  และหากหุ้นโลก  หุ้นสหรัฐ  ตกลง  เอเชีย และตลาดเกิดใหม่จะลงด้วย  ยังไม่มีสัญญาณของ Decoupling ที่ชัดเจน</p>
<p>Oภาวะฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์</p>
<p>ประภาสมองว่า ราคาสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปี 2552 จากสภาพคล่องในระบบที่อยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมานั้น ได้ปรับสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็น และอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่แตกหรือไม่</p>
<p>ความเสี่ยงยังอยู่รายรอบตัว ปี 2553 ที่หลายคนมองว่าหายใจหายคอได้สะดวกขึ้น  ก็อาจกลายเป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับการลงทุน</p>
<p class="allTags">
<p></span></div>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/10-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)</title>
		<link>http://www.moneyican.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Jan 2010 18:03:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>

		<category><![CDATA[การใช้ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[ข้อคิด]]></category>

		<category><![CDATA[ใช้เงิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=173</guid>
		<description><![CDATA[เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)
รัฐพร คำหอม
ช่วง นี้หันไปทางไหนจะหยิบจะจับอะไร คิดแล้วคิดอีก เพราะว่าราคาข้าวของปรับขึ้นไปหมด ของกิน ของใช้ เฮ้อ&#8230;มนุษย์เงินเดือนคงมีชะตาไม่ได้ต่างกันมากนัก ในยุคข้าว (หา) ยาก เพราะจะซื้อแต่ละที ก็ต้องจำกัดจำเขี่ยได้คนละไม่กี่ถุง ราคาข้าวถุง 5 กิโลกรัม
ที่เคยเห็นทำโปรโมชัน แข่งราคากัน 89 บาท 99 บาท หายไปไหนหมด (หว่า) โน่นแน่ะ ราคาพุ่งขึ้นไปถึงละ 200 บาท เดินหยิบพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีข้าวลดราคาซ่อนอยู่ตรงไหนเลย&#8230;
ส่วนหมาก (อ้อ ยุคนี้ไม่ค่อยมีใครรับประทานหมากแล้ว แต่สำนวนสุภาษิต ข้าวยากหมากแพง ปล่อยให้เป็นความงดงามของภาษาต่อไป อย่าไปหัวหมุนเลยดีกว่า กับผู้ชายจะหน้าตัวผู้ หรือหน้าตัวเมีย อ้าวๆๆ คนละเรื่อง) ส่วนหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ นม เรียกได้ว่าของกินแทบทุกอย่าง ดาหน้าปรับราคาขึ้นกันไปทั้งนั้น แต่เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน นี่ซิ จะขึ้นแต่ละครั้ง “ตึ๋งหนืด มั่กๆ” แถมยังอยู่ในภาวะเรียกร้องอะไรมากก็จะไม่งาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597.html" height="61" width="51" /></a></div><p><span><em>เศรษฐกิจเช่นนี้ใช้เงินวันละกี่บาท (ดี)<br />
รัฐพร คำหอม</em></p>
<p>ช่วง นี้หันไปทางไหนจะหยิบจะจับอะไร คิดแล้วคิดอีก เพราะว่าราคาข้าวของปรับขึ้นไปหมด ของกิน ของใช้ เฮ้อ&#8230;มนุษย์เงินเดือนคงมีชะตาไม่ได้ต่างกันมากนัก ในยุคข้าว (หา) ยาก เพราะจะซื้อแต่ละที ก็ต้องจำกัดจำเขี่ยได้คนละไม่กี่ถุง ราคาข้าวถุง 5 กิโลกรัม</span></p>
<p><span>ที่เคยเห็นทำโปรโมชัน แข่งราคากัน 89 บาท 99 บาท หายไปไหนหมด (หว่า) โน่นแน่ะ ราคาพุ่งขึ้นไปถึงละ 200 บาท เดินหยิบพลิกซ้ายพลิกขวา ไม่มีข้าวลดราคาซ่อนอยู่ตรงไหนเลย&#8230;</p>
<p>ส่วนหมาก (อ้อ ยุคนี้ไม่ค่อยมีใครรับประทานหมากแล้ว แต่สำนวนสุภาษิต ข้าวยากหมากแพง ปล่อยให้เป็นความงดงามของภาษาต่อไป อย่าไปหัวหมุนเลยดีกว่า กับผู้ชายจะหน้าตัวผู้ หรือหน้าตัวเมีย อ้าวๆๆ คนละเรื่อง) ส่วนหมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ นม เรียกได้ว่าของกินแทบทุกอย่าง ดาหน้าปรับราคาขึ้นกันไปทั้งนั้น แต่เงินเดือน ค่าจ้างแรงงาน นี่ซิ จะขึ้นแต่ละครั้ง “ตึ๋งหนืด มั่กๆ” แถมยังอยู่ในภาวะเรียกร้องอะไรมากก็จะไม่งาม เพราะอาจถูกเลิกจ้างได้ แป่ว!</p>
<p>ก็ ดูพาดหัวข่าวใหญ่ของโพสต์ทูเดย์เอง เมื่อฉบับวันเสาร์ที่ 3 พ.ค. “คนงานสะอื้น..! ขึ้นค่าแรง 8 สลึง” โอ้ว 8 สลึง ทำใจลำบากจริงๆ จะจัดสรรการใช้เงินอย่างไรดี ได้แต่ปลอบด้วยบทกลอนที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เพราะนี่ดีกว่าบทกลอน ก็&#8230;มีแปดสลึงบรรจบครบได้สองบาท เฮ้อ&#8230;(อีกที) เห็นใจกับผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำ</p>
<p>แต่จะว่าไปแล้วต่อให้ผู้ที่อาจมี รายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำ แต่สภาพเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ณ ปี 2551 ที่ราคาน้ำมันก็พุ่ง ข้าว อาหาร ค่าเดินทาง พุ่งสูงกันหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานซึ่งมีความรู้ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ก็ได้รับผลกระทบไม่ได้น้อยหน้า จากการที่ได้ไปพูดคุยกับหลายๆ คน เพื่อต้องการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันว่ายุคนี้ วันๆ ใช้เงินกันอยู่วันละเท่าไหร่<br />
</span></p>
<p><span><br />
<strong>ที่พักใกล้ทำงานคือโชคดีของยุคนี้</strong></p>
<p>ปฏิพัทธ์ ตันกลาง หนุ่มน้อยเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ที่เพิ่งสัมผัสกับชีวิตทำงานหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเมื่อไม่นานนี้ บอกว่า ค่าใช้จ่ายแต่ละวันตกอยู่ที่ 100 บาท เมื่อออกมาทำงาน ค่ารถไปกลับที่พักกับที่ทำงานตายตัวอยู่ที่วันละ 30 บาท ปฏิพัทธ์หรือโป้บอกว่า เป็นเรื่องโชคดีจริงๆ ที่เลือกที่พักใกล้กับที่ทำงาน เดินทางขึ้นรถประจำทางปรับอากาศต่อเดียวถึง จากที่พักย่านลาดพร้าว 18 ไปทำงานที่ลาดพร้าว 101/3</p>
<p>“เพื่อนผมบางคน นอกจากรถเมล์ต่อเดียวไม่ถึงแล้ว ยังต้องใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือรถบีทีเอสอีก ก็โดนกันไปหลาย ส่วนค่าอาหารของผมนั้น มื้อกลางวันเดี๋ยวนี้จะแกว่งๆ อยู่ช่วง 50-70 บาท ก็จะมีข้าว น้ำ ขนม เพราะน้ำแข็งเปล่าจากที่เคยฟรีก็คิดราคากันหมดแล้ว ข้าวราดแกงถึงเขาจะไม่ได้ลดปริมาณลง แต่ก็ได้ปรับราคาจาก 25 บาท เป็น 30 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการขึ้นค่าแรงนั้นที่ผมเห็นก็จะเป็นในส่วนราชการ หรือการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าได้มีการปรับฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยรวมถึงผู้ที่ทำงานภาคเอกชนด้วย ก็น่าจะดี”</p>
<p>เมื่อถามว่า ถ้าให้ขออะไรก็ได้ อยากจะขออะไร หนุ่มน้อยคนนี้ไม่มีลังเล คำตอบที่ออกมาทันที คือ อยากเห็นประเทศไทยมีความสมานฉันท์ คนไทยมีความสุขและสันติ อยู่ดีกินดีและขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองของชาติ ตลอดไป<br />
</span></p>
<p><span><br />
<strong>ใช้วิกฤตเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม</strong></p>
<p>มาถึงอีกหนึ่งสาว เจี๊ยบ-ประไพจิตร โภชน์พันธ์ ข้าราชการระดับ 5 ของกระทรวงใหญ่แห่งหนึ่ง เธอบอกกับเราว่า ใช้เงินแต่ละวันตอนนี้อยู่ที่ 80-100 บาท จากเดิมที่จะใช้ 150 บาท ทำให้สงสัยและได้ถามเธอออกไปว่า มีภาระอะไรเพิ่มขึ้น หรือถูกตัดเงินเดือนหรือเปล่า เธอรีบบอกว่า “ไม่ใช่” แต่เป็นการลดใช้เงินด้วยตัวของตัวเอง เพราะเห็นสภาพเศรษฐกิจแล้ว จึงพิจารณาการใช้เงินของตัวเอง (ดีกว่ารอพึ่งใคร เราคิดต่อให้เอง อิอิ) ให้มากขึ้น</p>
<p>“เดิมนั้นเจี๊ยบได้แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง ของตัวเองมาแล้ว ครั้งหนึ่ง ช่วงที่น้ำมันเริ่มขึ้นราคาแรกๆ เลยจากลิตรละ 25 บาท ด้วยการย้ายที่พักให้มาอยู่ใกล้กับกระทรวง เจี๊ยบเป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อได้บรรจุในกรุงเทพฯ ก็ต้องเช่าบ้านอยู่ ซึ่งก็ทำให้เป็นผลดีถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่ต้องเสียค่ารถ เพราะที่พักอยู่ใกล้ เดิมนั้นถ้ากลับบ้านดึกๆ ไม่ใช่แค่เสียค่ารถเมล์ ต้องใช้บริการแท็กซี่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นไป เห็นว่าไม่ไหวแล้ว ย้ายที่พักดีกว่า แล้วก็มีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ เราได้เซฟร่างกาย ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง”</p>
<p>สำหรับเรื่องการรับประทานอาหารใน ปัจจุบัน ประไพจิตร บอกว่า ต้องคิดไม่ต่างกับเรื่องที่พัก เดิมนั้นรับประทานอาหารหลักแล้ว ก็ต้องมีกาแฟเย็นซึ่งราคาอยู่ที่แก้วละ 15 บาท ผลไม้ซื้อมื้อละ 2 ชนิด เดี๋ยวนี้น่ะเหรอ เธอเลิกดื่มกาแฟเย็นไปแล้ว ถ้าคิดอยากดื่มกาแฟขึ้นมา ก็จะซื้อหาพวกกาแฟซอง ซองละ 5 บาท มาชงดื่มเอง ผลไม้ก็เหลือเพียง 1 ชนิด เพราะได้มาลองคิดดูแล้วว่า บางครั้งซื้อมาด้วยเพียงเพราะความอยาก แต่พอรับประทานจริงก็รับประทานไม่หมด</p>
<p>“จะ คิดเยอะขึ้นค่ะ เมื่อก่อนอยากรับประทานอะไรก็ซื้อๆ ซื้อมาแล้วรับประทานไม่หมดก็มี แต่หลังจากเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้นมาจนสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เลยต้องคิดเรื่องการใช้จ่าย การกิน การอยู่ อย่างการสั่งข้าวรับประทานเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกับข้าวเอง ทุกมื้อก็จะพึ่งร้านอาหารค่ะ ก็จะบอกตัวเองวันไหนพออดได้ก็อด เช่น จะไม่สั่งไข่ดาว ข้าวกะเพราเฉยๆ ก็จะไม่พิเศษ เป็นคนธรรมดาก็ได้ (หัวเราะ) อีกอย่างหนึ่งที่รู้เลยว่า พฤติกรรมตัวเองเปลี่ยนไป คือ จะรับประทานข้าวหมดจาน เมื่อก่อนยังมีเหลือบ้าง แต่เดี๋ยวนี้หมดเรียบ อาจเพราะเขาให้น้อยด้วยก็ได้ (หัวเราะ)”</p>
<p>สิ่งที่ประไพจิตรอยากขอ ถ้าเผื่อให้ขอได้ก็คือ อยากให้สวัสดิการราชการดีขึ้น เพราะเมื่อมีนโยบายสั่งลงมาว่าอยากให้เป็นเหมือนเอกชน แต่คนไม่เพิ่ม เงินไม่เพิ่มจะให้ทำอย่างไร อยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อได้รับบรรจุมักไม่ใช่จังหวัดที่ตัวเองเกิด ก็ต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้นมา</p>
<p>“จะมาให้กู้เหรอ ข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเราก็ไม่อยากกู้ ถึงจะดอกเบี้ยน้อยก็เถอะ เพราะโอกาสหนี้ท่วมหัวมีอยู่สูง” ประไพจิตรบอกทิ้งท้าย<br />
</span></p>
<p><span><br />
<strong>จ่ายแต่ละทีต้องมีความรอบคอบ</strong></p>
<p>ตัว อย่างของปฏิพัทธ์และประไพจิตร คงตรงกับคนทำงานหลายๆ คน ที่ถือว่าอยู่ในวัยเริ่มต้นไต่เต้า อายุงาน และตำแหน่งไม่ได้สูงมากนัก การคิดให้มากขึ้นในเรื่องการใช้จ่ายจึงมีเป็นธรรมดา</p>
<p>แต่ว่าเดี๋ยว ก่อน&#8230;เฉพาะคนที่อยู่ในวัยเริ่มทำงาน ยศตำแหน่ง ไม่สูงเท่านั้นหรือที่เขาจะคิดกันมาก ลองไปฟังความคิดเห็นของอีกหนึ่งสาว ถึงการใช้จ่ายในปัจจุบัน</p>
<p>ดร.ปัญญลักษณ์ อุดมเลิศประเสริฐ วัย 32 ปี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น มาบอกเล่าถึงการใช้จ่ายในปัจจุบันให้ฟังว่า ถ้าเป็นวันทำงานจะใช้เงินน้อยมาก ไม่เกิน 400 บาท เริ่มต้นจากขับรถจากบ้านมาที่ทำงาน ซึ่งโชคดีมากที่บ้านไม่ไกลจากที่ทำงาน อยู่ในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมื่อมาถึงบริษัทที่มีกาแฟจัดให้ดื่มอยู่แล้วก็ตัดไปได้เรื่องหนึ่ง พอมาถึงมื้อกลางวัน ส่วนใหญ่ออกไปรับประทานร้านอาหารในละแวกบริษัทนั่นเอง 1 มื้อก็ตกอยู่ราว 150 บาท ตอนบ่ายมีขนมดื่มคู่กับน้ำชาเสียหน่อย ก็จะเสียค่าขนมอีก 30-40 บาท ตกเย็นสบายหน่อยมีคุณแม่เป็นที่พึ่ง รับประทานข้าวบ้านสบายใจกว่ากันเยอะ แต่ถ้ามีนัดต้องไปรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนๆ วันนั้นค่าใช้จ่ายก็อาจจะเพิ่มมากอีก 300-400 บาท</p>
<p>“ที่จะเป็นค่าใช้ จ่ายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของส่วนตัว วันทำงานก็ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรมาก แต่ถ้าวันหยุดก็อาจไปช็อปปิ้ง โดยเรื่องอาหารการกินนั้น อย่างไรก็ไม่ยอมอดแน่นอน แต่จะไปใช้วิธีคิดมากขึ้น ทั้งคิดมากและยั้งคิดค่ะ ว่าสิ่งของฟุ่มเฟือยอื่นๆ เรายังไม่จำเป็น ของแต่งตัวถึงแม้อยากได้แต่ยังไม่ซื้อดีกว่า เพราะสถานการณ์ค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ ทุกคนได้รับผลกระทบหมด ค่าน้ำมันขึ้นมา 20-30% ไม่มีใครบอกได้ด้วยว่าจะหยุดอยู่แค่นี้หรือเปล่า ก็เลยจะคิดเวลาจะซื้ออะไรแต่ละอย่าง บางทีของส่วนตัวที่ไม่ได้จำเป็น หรือของที่อยากได้แต่มันฟุ่มเฟือยตัดไปเลย แต่ยังมีของจำเป็นพวกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เพราะก็เกี่ยวเนื่องกับการทำงานด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ยังไม่ตัด คือ เรื่องการทำบุญ ถ้าได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง (บ้านเธออยู่ชานเมือง) ก็จะมาทำบุญบริจาคโลงศพ”</p>
<p>สิ่งที่ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นก็คงเหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ คือ อยากให้บ้านเมืองสงบ แล้วขอให้รัฐบาลตั้งใจจริงในการทำงาน เพราะมีผลอย่างมากกับการดำรงชีวิตของประชาชน บางคนอาจไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไร นักการเมืองอยากทะเลาะก็ทะเลาะกันไปซิ แต่จริงๆ แล้วเกี่ยวที่เขาจะบริหารประเทศ หรือกำหนดเป็นนโยบายอย่างไร เพื่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</p>
<p>เห็นอย่างนี้แล้ว คงเป็นแนวทางสรุปการปรับตัวในยุคข้าวของแพงกันได้บ้างแล้ว วิธีการรับมือของแต่ละคนเป็นพื้นฐานที่ใครก็ใช้ได้ เพราะขณะนี้ไม่ว่าคนระดับไหนก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ดังนั้น มาสร้างพลังร่วมกันกับสิ่งที่ ปฏิพัทธ์ ประไพจิตร และ ดร.ปัญญลักษณ์ อยากเห็นกันดีไหมคะ&#8230; ความสุขสงบของบ้านเมือง ความตั้งใจบริหารงานของรัฐบาล ความสมานฉันท์ ความอยู่ดีกินดี อยู่ที่ไหน? ประชาชนเขาจะเดินหน้าหากันแล้วนะ อย่ามัวแต่&#8230;มิได้นำพา</span></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>โปรโมชั่นรับปีใหม่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รับเงินคืนสูงสุด 5%</title>
		<link>http://www.moneyican.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%885.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%885.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 19:57:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Credit Card]]></category>

		<category><![CDATA[Kbank]]></category>

		<category><![CDATA[Promotion บัตรเครดิต]]></category>

		<category><![CDATA[กสิกรไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=171</guid>
		<description><![CDATA[โปรโมชั่นรับปีใหม่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รับเงินคืนสูงสุด 5% ตามหมวดการใช้จ่าย 4 หมวด
- การใช้จ่ายที่ต่างประเทศ      รับเงินคืน 5%
- อาหาร                            รับเงินคืน 3%
- ปั๊มน้ำมัน           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%25885.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%25885.html" height="61" width="51" /></a></div><p>โปรโมชั่นรับปีใหม่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต รับเงินคืนสูงสุด 5% ตามหมวดการใช้จ่าย 4 หมวด</p>
<p>- การใช้จ่ายที่ต่างประเทศ      รับเงินคืน 5%<br />
- อาหาร                            รับเงินคืน 3%<br />
- ปั๊มน้ำมัน                         รับเงินคืน 2%<br />
- ซุปเปอร์มาร์เก็ต                รับเงินคืน 2%</p>
<p>โดยถ้าใช้จ่ายที่ต่างประเทศต้องมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 3,000 - 15,000 บาทต่อหนึ่งเซลส์สลิปขึ้นไป<br />
สำหรับ 3 หมวดหลังต้องมียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,000 - 8,000 บาทต่อหนึ่งเซลส์สลิปขึ้นไปค่ะ</p>
<p>คืนเงินสูงสุดต่อบัตรเท่าไหร่เดี๋ยวมาบอกนะคะ</p>
<p>สำหรับบัตร KBank everyday card บัตรคืนเงินนั้นก็มีโปรโมชั่นคืนเงินสูงสุด 5%เมื่อใช้จ่ายทุก 10,000 บาทตามประเภทร้านที่กำหนดคือ<br />
- โรงพยาบาล 2%                  รับเงินคืนสูงสุด 600 บาทต่อเดือน<br />
- ห้างสรรพสินค้า 3%              รับเงินคืนสูงสุด 900 บาทต่อเดือน<br />
- การใช้จ่ายที่ต่างประเทศ 5%   รับเงินคืนสูงสุด 1,500 บาทต่อเดือน<br />
ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 52</p>
<p>สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 02-888-8888 กด 0 กด 1 ตลอด 24 ชั่วโมง</p>
<p><span style="color: #e0e0e0;"> <!--MsgFile=4--></span></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%" bgcolor="#222244">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I8546439/I8546439-4.jpg" alt="" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%885.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%885.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย</title>
		<link>http://www.moneyican.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Nov 2009 14:12:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<category><![CDATA[การออม]]></category>

		<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>

		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>

		<category><![CDATA[วางแผนการเงิน]]></category>

		<category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b5.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b5.html" height="61" width="51" /></a></div><p>สูตรสำเร็จลดหย่อนภาษี รับเงินภาษีคืนสูงสุด 407,000 บาท พร้อมรับ Cash Back สูงสุด 22,000 บาท และของกำนัลมากมาย</p>
<p><img style="cursor: -moz-zoom-in;" src="http://www.kasikornbank.com/imagelink/KOC/EDM-LTF-3-reward.jpg" alt="http://www.kasikornbank.com/imagelink/KOC/EDM-LTF-3-reward.jpg" width="475" height="991" /></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สมัครบัตรเครดิต CITIBANK PLATINUM ฟรี AIS BlackBerry Curve 8520</title>
		<link>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-citibank-platinum-%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5-blackberry-curve.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-citibank-platinum-%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5-blackberry-curve.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Nov 2009 02:02:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Credit Card]]></category>

		<category><![CDATA[Citibank]]></category>

		<category><![CDATA[Promotion บัตรเครดิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=165</guid>
		<description><![CDATA[สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS เมื่อสมัครบัตร Credit Citibank Platinum ทุกประเภท
รับฟรี AIS BlackBerry New Curve 8520
ลูกค้า AIS ที่สมัครบัตร Credit Citibank Platinum ทุกประเภท และปฏิบัติตามที่ธนาคารกำหนด
รับฟรี AIS BlackBerry New Curve 8520
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และรับสิทธิ์ได้ที่ *145 หรือ Citibank call center 02-257-5000 
จันทร์-ศุกร์ 9.00-18.00 น. Citi never sleep
ขั้นตอนและเงื่อนไขการติดต่อขอรับโทรศัพท์ BlackBerry New Curve รุ่น 8520
1. นำ จดหมายจากทางซิตี้แบงก์พร้อมบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ที่ได้รับอนุมัติจากการ เข้าร่วมโปรแกรมนี้ แสดงกับเจ้าหน้าที่ AIS ที่ร้าน เอไอเอส ช็อป และเซเรเนด คลับ คลิกดูชื่อสาขา
2. เจ้าหน้าที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595-citibank-platinum-%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5-blackberry-curve.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595-citibank-platinum-%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5-blackberry-curve.html" height="61" width="51" /></a></div><p>สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้า AIS เมื่อสมัครบัตร Credit Citibank <span style="font-weight: bold;">Platinum </span>ทุกประเภท<br />
<span style="font-weight: bold;">รับฟรี AIS BlackBerry New Curve 8520</span></p>
<p>ลูกค้า AIS ที่สมัครบัตร Credit Citibank Platinum ทุกประเภท และปฏิบัติตามที่ธนาคารกำหนด<br />
รับฟรี AIS BlackBerry New Curve 8520</p>
<p><span style="font-weight: bold;">สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และรับสิทธิ์ได้ที่ *145 หรือ Citibank call center 02-257-5000 </span><br />
จันทร์-ศุกร์ 9.00-18.00 น. Citi never sleep</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ขั้นตอนและเงื่อนไขการติดต่อขอรับโทรศัพท์ BlackBerry New Curve รุ่น 8520</span><br />
<span style="font-weight: bold;">1</span>. นำ จดหมายจากทางซิตี้แบงก์พร้อมบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ที่ได้รับอนุมัติจากการ เข้าร่วมโปรแกรมนี้ แสดงกับเจ้าหน้าที่ AIS ที่ร้าน เอไอเอส ช็อป และเซเรเนด คลับ คลิกดูชื่อสาขา<br />
<span style="font-weight: bold;">2.</span> เจ้าหน้าที่ AIS จะทำการตรวจสอบจดหมาย และขอรับจดหมายฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน<br />
<span style="font-weight: bold;">3.</span> ท่าน สมาชิกบัตรฯ จะได้สิทธิในการซื้อ โทรศัพท์ BlackBerry New Curve รุ่น 8520 ในราคาเพียง 10,000 บาท ผ่านระบบแบ่งจ่ายรายเดือน Citibank PayLite โดยใช้บัตรเครดิตซิตี้แบงก์ของท่าน และรับโทรศัพท์ BlackBerry New Curve รุ่น 8520 ได้ทันที พร้อมจดทะเบียน BlackBerry Package กับเจ้าหน้าที่ AIS หลังจากนั้นธนาคารฯ จะทำการเรียกเก็บเงินในใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตฯ ของท่านจำนวน 1,000 บาท ต่อรอบบัญชี เป็นระยะเวลา 10 รอบบัญชี<br />
<span style="font-weight: bold;">4.</span> ธนาคารฯ จะทำการเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตฯ ของท่านเป็นจำนวน 1,000 บาท ในแต่ละรอบบัญชีถัดไปเมื่อท่านได้ทำการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ขั้นต่ำ 20,000 บาทในแต่ละรอบบัญชีที่มี รายการแบ่งจ่ายรายเดือน Citibank PayLite ข้างต้นเรียกเก็บ (กรณีที่สมาชิกบัตรฯ ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ไม่ถึง 20,000 บาทในรอบบัญชีที่มีรายการแบ่งจ่ายรายเดือน Citibank PayLite ข้างต้นเรียกเก็บ สมาชิกบัตรฯ จะไม่ได้รับเครดิตเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตฯ ในรอบบัญชีถัดไป)<br />
<span style="font-weight: bold;">5.</span> การ เครดิตเงินคืนเข้าบัญชีรอบบัญชีละ 1,000 บาทดังกล่าวจะดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลารวม 10 รอบบัญชี ดังนั้น ในกรณีที่ท่านใช้จ่ายขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อรอบบัญชี (รวมทุกยอดการใช้จ่าย ที่ถูกเรียกเก็บในรอบบัญชีนั้นๆ) เป็นระยะเวลา 10 รอบบัญชีติดต่อกัน ท่านจะได้รับเครดิตเงินคืนทั้งสิ้นจำนวน 10 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่ธนาคารฯ จะทำการ เรียกเก็บตามข้อ 3</p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-166" title="citibank_pro01" src="http://www.moneyican.com/wp-content/uploads/2009/11/citibank_pro01.jpg" alt="citibank_pro01" width="600" height="268" /></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-citibank-platinum-%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5-blackberry-curve.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95-citibank-platinum-%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5-blackberry-curve.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บัตรมาสเตอร์การ์ดธนาคารกรุงเทพ มอบสุขภาพที่ดีให้ท่านและครอบครัว</title>
		<link>http://www.moneyican.com/bangko-bank-mastercard-promotion.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/bangko-bank-mastercard-promotion.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Nov 2009 02:00:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Credit Card]]></category>

		<category><![CDATA[Bangkok Bank]]></category>

		<category><![CDATA[Promotion บัตรเครดิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[สิทธิ ประโยชน์ทางด้านการดูแลสุขภาพแก่ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดธนาคารกรุงเทพ
โปรโมชั่นพิเศษแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปีในราคา 2,000 – 17,300 บาท และรับสิทธิโปรแกรมหลากหลายสำหรับคอร์สดูแลผิวพรรณและทันตกรรม
ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช 
วันนี้ - 31 ธ.ค. 52



]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fbangko-bank-mastercard-promotion.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fbangko-bank-mastercard-promotion.html" height="61" width="51" /></a></div><p><strong>สิทธิ ประโยชน์ทางด้านการดูแลสุขภาพแก่ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดธนาคารกรุงเทพ</strong></p>
<p>โปรโมชั่นพิเศษแพ็กเกจตรวจ<strong>สุขภาพประจำปีในราคา 2,000 – 17,300 บาท</strong> และรับสิทธิโปรแกรมหลากหลายสำหรับคอร์สดูแลผิวพรรณและทันตกรรม</p>
<p><strong>ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช </strong></p>
<p><strong>วันนี้ - 31 ธ.ค. 52</strong></p>
<p><strong><img class="alignleft size-full wp-image-163" title="bangkok-bank-pro01" src="http://www.moneyican.com/wp-content/uploads/2009/11/bangkok-bank-pro01.jpg" alt="bangkok-bank-pro01" width="309" height="400" /></strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/bangko-bank-mastercard-promotion.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/bangko-bank-mastercard-promotion.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สมัครบัตรเครดิตไทยพาณิชย์แพลทินัม*-แฟมิลี่พลัส ฟรี! กระเป๋าคู่ใจ</title>
		<link>http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Nov 2009 01:53:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Credit Card]]></category>

		<category><![CDATA[Promotion บัตรเครดิต]]></category>

		<category><![CDATA[SCB]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=157</guid>
		<description><![CDATA[ฟรี! กระเป๋าคู่ใจไปได้ทุกที่ เพียงสมัครบัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แพลทินัม** หรือ แฟมิลี่ พลัส
วันนี้ - 31 มกราคม 2553 กระเป๋าหนังล้อลากจาก bsc มูลค่า 2,990 บาท
บัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แพลทินัม
สมัครรับฟรี! 3,000 points SCB REWARDS
เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 5,000 บาท (ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ)
** สามารถเลือกแลกรับกระเป๋าหนังล้อลาก bsc มูลค่า 2,990 บาท
เพียงโทร SCB Call Center 02-777-7777 แจ้งรหัส 60921
บัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แฟมิลี่ พลัส
สมัครรับฟรี! กระเป๋าหนังล่อลาก bsc เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 5,000 บาท (ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ)
พิเศษรับเพิ่ม! กระเป๋าสะพาย bsc เมื่อโอนเงินคืนเข้าบัญชีฝากประจำไทยพาณิชย์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fscb-credit-card-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%258b%25e0%25b8%25b2-bsc.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fscb-credit-card-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%258b%25e0%25b8%25b2-bsc.html" height="61" width="51" /></a></div><p><strong>ฟรี! กระเป๋าคู่ใจไปได้ทุกที่ เพียงสมัครบัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แพลทินัม** หรือ แฟมิลี่ พลัส<br />
วันนี้ - 31 มกราคม 2553</strong> กระเป๋าหนังล้อลากจาก bsc มูลค่า <strong>2,990 บาท</strong></p>
<p><strong>บัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แพลทินัม</strong><br />
สมัครรับฟรี! 3,000 points SCB REWARDS<br />
เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 5,000 บาท (ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ)<br />
<strong>** สามารถเลือกแลกรับกระเป๋าหนังล้อลาก bsc มูลค่า 2,990 บาท</strong><br />
เพียงโทร SCB Call Center 02-777-7777 แจ้งรหัส 60921</p>
<p><strong>บัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ แฟมิลี่ พลัส</strong><br />
<strong>สมัครรับฟรี! กระเป๋าหนังล่อลาก bsc เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรครบ 5,000 บาท</strong> (ภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ)<br />
<strong>พิเศษรับเพิ่ม! กระเป๋าสะพาย bsc</strong> เมื่อโอนเงินคืนเข้าบัญชีฝากประจำไทยพาณิชย์ 3, 6 หรือ 12 เดือนเพื่อรับดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มอีก 1%*</p>
<p><strong>SCB Easy Bill รับเงินคืนสูงสุด 3%</strong><br />
บริการชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าบริการรายเดือนผ่านบัตรเครดิตไทยพาณิชย์<br />
โปรโมชั่นทุกยอด 500 บาทของรายการที่ชำระผ่าน SCB Easy Bill<br />
- <strong>รับเงินคืน 3%</strong> เมื่อมีรายการสมัคร และอนุมัติตั้งแต่ 2 รายการ (Bill) ขึ้นไป<br />
- <strong>รับเงินคืน 2%</strong> เมื่อมีรายการสมัคร และอนุมัติตั้งแต่ 1 รายการ (Bill) ขึ้นไป<br />
นาน 3 รอบบัญชี สูงสุด 300 บาทต่อรอบบัญชี<br />
สมัครง่ายๆ เพียงโทร SCB Call Center 02-777-7777 <strong>วันนี้ - 31 ธันวาคม 2552<br />
*โปรดตรวจสอบวิธิการคืนเงินและเงื่อนไขจากสื่ออื่นๆ ของธนาคาร</strong></p>
<p><a rel="nofollow" href="http://www.scbcreditcard.com/"></a>
<a href='http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html/scb_pro01' title='scb_pro01'><img src="http://www.moneyican.com/wp-content/uploads/2009/11/scb_pro01-150x150.jpg" width="150" height="150" class="attachment-thumbnail" alt="" /></a>
<a href='http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html/scb_pro02' title='scb_pro02'><img src="http://www.moneyican.com/wp-content/uploads/2009/11/scb_pro02-150x150.jpg" width="150" height="150" class="attachment-thumbnail" alt="" /></a>
</p>
<p>SCB Call Center 02-777-7777 | <a rel="nofollow" href="http://www.scbcreditcard.com/">http://www.scbcreditcard.com/</a></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/scb-credit-card-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2-bsc.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บัตรเดบิต แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด</title>
		<link>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 14:01:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Debit Card]]></category>

		<category><![CDATA[กรุงศรี]]></category>

		<category><![CDATA[บัตร Debit]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=154</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b9.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2F%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b9.html" height="61" width="51" /></a></div><p><img src="http://www.krungsri.com/newsletter_kol/pic/2009/enews_13112009.jpg" alt="" /></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b9.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Krungsri TAX Saving</title>
		<link>http://www.moneyican.com/krungsri-tax-saving.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/krungsri-tax-saving.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 14:28:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<category><![CDATA[การออม]]></category>

		<category><![CDATA[ลดหย่อนภาษี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=151</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fkrungsri-tax-saving.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fkrungsri-tax-saving.html" height="61" width="51" /></a></div><p><img src="http://www.krungsri.com/newsletter_kol/pic/2009/enews_06112009_.jpg" alt="" /></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/krungsri-tax-saving.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/krungsri-tax-saving.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>New Design of KASIKORNBANKGROUP&#8217;s Websites</title>
		<link>http://www.moneyican.com/new-design-of-kasikornbankgroups-websites.html</link>
		<comments>http://www.moneyican.com/new-design-of-kasikornbankgroups-websites.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Nov 2009 01:36:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Money I Can</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<category><![CDATA[Internet Banking]]></category>

		<category><![CDATA[Kbank]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.moneyican.com/?p=147</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="tweetmeme_button" style="float: right; margin-left: 10px;"><a href="http://api.tweetmeme.com/share?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fnew-design-of-kasikornbankgroups-websites.html"><img src="http://api.tweetmeme.com/imagebutton.gif?url=http%3A%2F%2Fwww.moneyican.com%2Fnew-design-of-kasikornbankgroups-websites.html" height="61" width="51" /></a></div><p><img class="alignleft size-full wp-image-149" title="kasikorn-new-look1" src="http://www.moneyican.com/wp-content/uploads/2009/11/kasikorn-new-look1.jpg" alt="kasikorn-new-look1" width="598" height="972" /></p>
<p class="fbconnect_share"><fb:share-button class="url" href="http://www.moneyican.com/new-design-of-kasikornbankgroups-websites.html" /></p>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.moneyican.com/new-design-of-kasikornbankgroups-websites.html/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
